ReadyPlanet.com
dot dot
bulletศิลป์ พีระศรี
dot
ทัศนศิลป์
dot
bulletศิลปินแห่งชาติของไทย
bulletเทิคไท้มหาราชินี
dot
จดหมายข่าว

dot
bulletทัศนศิลป์
bulletดนตรีไทย
bulletนาฏศิลป์ไทย
bulletนาฏศิลป์สากล
bulletกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปศึกษา
bulletดนตรีสากล
dot
เกียรติยศการแสดง
dot
bulletเกียรติยศการแสดง
bulletเด็กไทยก้าวใหม่ก้าวไกลกว่า
bulletลูกเสือเอเซียแปซิฟิก
bulletข้อสอบ e-bookเทคโนโลยีสารสนเทศ




นาฏศิลป์ไทย

 

การละเล่นพื้นเมืองภาคต่างๆ

              
  การละเล่นพื้นเมืองภาคอิสาน           การละเล่นพิ้นเมืองภาคเหนือ                   
                                                                    
                 
       ชุดแสดงการละเล่นภาคกลาง                  หนังตะลุงภาคใต้

 

 

 

           ประวัตินาฎศิลป์ไทย  นาฎศิลป์เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างการฟ้อนรำ การดนตรี  และการขับร้อง ซึ่งกิจกรรมทั้ง3ลักษณะนี้มีมารั้งแต่ดึกดำบรรพ์  และนาฎศิลป์ไทยก็เกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์ เช่น เกิดจากความรู้สึกกระทบกระเทือนทางอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์แห่งความสุข หรือความทุกข์ แล้วสะท้อนออกมาเป็นท่าทางแบบธรรมชาติและประดิษฐ์ขึ้นเป็นท่าทางลีลาการฟ้อนรำ อีกทั้งนาฎศิลป์ก็เกิดขึ้นจากการแสดงความเคารพบูชาเทพเจ้า ด้วยการเต้นรำ ขับร้อง ฟ้อนรำ ตามลัทธิความเชื่อใสการานับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
           นอกจากนี้นาฏศิลป์ไทยยังได้รับอิทธิพลแนวคิดจากต่างชาติเข้ามาผสมผสานด้วย เช่น วัฒนธรรมอินเดียเกี่ยวกับวรรณกรรมที่เป็นเรื่องราวของเทพเจ้าและตำนานการฟ้อนรำโดยผ่านเข้าสู่ประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมคือผ่านชนชาติชวาและเขมร ก่อนที่จะนำมาปรับปรุงให้เป็นรูปแบบเอกลักษณ์ของไทย เช่น ตัวอย่างของเทวรูปศิวะปางนาฏราชซึ่งเป็นท่าการร่ายรำของพระอิศวร ซึ่งมีทั้งหมด 108 ท่า หรือ 108 กรณะโดยทรงฟ้อนรำครั้งแรกในโลก  ณ  ตำบลขิทรัมพรัมเมืองมัทราส อินเดียใต้  ปัจจุบันอยู่ในรัฐทมิฬนาดู  นับเป็นคัมภีร์สำหรับการฟ้อนรำ แต่งโดยพระภรตมุนี  เรียกว่าคัมภีร์ภรตนาฏยศาสตร์  ถือเป็นอิทธิพลสำคัญต่อแบบแผน การสืบสานและถ่ายทอดนาฏศิลป์ของไทย จนเกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่มีรูปแบบ แบบแผนการเรียน การฝึกหัด จารีต ขนบธรรมเนียบ มาจนถึงปัจจุบัน
         นาฏศิลป์ของไทย แบ่งออกตามลักษณะของรูปแบบการแสดง เป็นประเภทใหญ่ๆได้ 4 ประเภท คือ
        1.  โขน  เป็นการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทยที่มีเอกลักษณ์   คือ  ผู้แสดงจะต้องสวมหัวที่เรียกว่า   หัวโขน  และใช้ลีลาท่าทางการแสดงด้วยการเต้นไปตามบทพากย์   การเจรจาของผู้พากย์และทำนองเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์  เรื่องที่นิยมนำมาแสดง  คือ  พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์  แต่งการเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ที่เป็นเครื่องต้นเรียกว่าการแต่งกายแบบ  ยืนเครื่อง  มีจารีตการแสดงที่เป็นแบบแผน   นิยมจัดแสดง
เฉพาะงานพิธีสำคัญ  ได้แก่  งานพระราชพิธีต่างๆ

        2 . ละคร  เป็นศิลปะการร่ายรำที่เล่นเป็รเรื่องราว   มีพัฒนาการมาจากการเล่านิทานละครมีเอกลักษ์ในการแสดงและการดำเนินเรื่องด้วยกระบวนลีลาท่ารำ  เพลงและเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยปี่พาทย์   มีแบบแผนการเล่นที่เป็นทั้งของชาวบ้านและของหลวง  ที่เรียกว่า  ละครโนราชาตรี  ละครนอกและละครใน  เรื่องที่นิยมนำมาแสดงคือ  พระสุธน  สังข์ทอง   คาวี  อิเหนา  อุณรุท   นอกจากนี้ยังมีละครที่ปรับปรุงให่มอีกหลายชนิด   การแต่งกายของละครจะเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์  เรียกว่า  การแต่งกายแบบยืนเครื่อง  นิอยมเล่นในพิธีการสำคัญและงานพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์

        3  .  รำ  และระบำ   เป็นศิลปะการร่ายรำประกอบเพลงดนตรีและบทขับร้อง    โดยไม่เล่นเป็นเรื่องราว  ในที่นี้หมาถึงรำและระบำที่มีการแสดงเป็นแบบมาตรฐาน  ซึ่งมีความหมายที่จะอธิบายได้พอสังเขป  ดังนี้

            3.1   รำ  หมายถึง  ศิลปะที่มีการร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 1 -  2  คน  เช่น  การรำ เดี่ยว  การรำคู่  กการรำอาวุธ  เป็นต้น   มีลักษณะการแต่งการตามรูปแบบของการแสดง  ไม่เล่นเป็นเรื่องราวอาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้ากับทำนองดนตรี  มีกระบวนท่ารำ โดยเฉพาะการรำคู่จะต่างกับระบำ  เนื่องจากท่ารำจะมีความเชื่องโยงสอดคล้องต่อเนื่องกัน   และเป็นบทเฉพาะสำรับผู้แสดงนั้นๆ  เช่น  รำเพลงช้า -  เพลงเร็ว  รำแม่บท  รำเมขลา -  รามสูร  เป็นต้น

           3.2   ระบำ   หมายถึง  ศิลปะที่มีการร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปด้วยความพร้องเพรียง  มีลักษณะการแต่งกายคล้ายคลึงกัน  กระบวนท่ารำคล้ายคลึงกัน   ไม่เล่นเป็นเรื่องราว  อาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้าทำนองของเพลงดนตรี  ซึ่งระบำแบบมาตรฐานมักบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์  การแต่งกายนิยมแต่งกายยืนเครื่องพระ -  นาง  หรือแต่งแบบนางในราชสำนัก  เช่น  ระบำสี่บท  ระบำกฤดาภินิหาร  ระบำฉิ่ง  เป็นต้น
          4.
การแสดงพื้นเมือง   เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีทั้งรำ   ระบำ   หรือการละเล่นที่มีเอกลักษณ์ของกลุ่มชนตามวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค  ซึ่งสามารถแบ่งออกได้  4  ภูมิภาคดังนี้

      4.1   การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ    เป็นศิลปะการรำ  และการเล่น  หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า  ฟ้อน  การฟ้อนเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา   และกลุ่มชนเผ่าต่างๆ  เช่นชาวไต  ชาวลื้อ  ชาวยอง  ชาวเขิน  เป็นต้น  ลักษณะของกายฟ้อน  แบ่งเป็น 2แบบ  คือแบบดั้งเดิม  แบบที่ปรับปรุงขึ้นใหม่แต่ยังมีการรักษาเอกลักษณ์ทางการแสดงไว้คือ  มีลีลาท่ารำที่แช่มช้า    อ่อนช้อย  มีการแต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สวยงาม   ประกอบกับการบรรเลงและขับร้องด้วยวงดนตรีพื้นบ้านเช่น   วงสะล้อ  ซอ  ซึง  วงปูเจ่    วงกลอง เอว  เป็นต้น   โอกาสที่แสดงมักเล่นในงานประเพณี  หรือต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง  ได้แก่  ฟ้อนเล็บ  ฟ้อนเทียน  ฟ้อนครัวทาน  ฟ้อนสาวไหม  และฟ้อนเจิง
      4.2 
การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง   เป็นศิลปะการรำและการละเล่นของชนชาวพื้นเมืองภาคกลาง  ซึ่งส่วยใหญ่มีอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม  ศิลปะการแสดงถึงมีความสอดคล้องกับวิธีชีวิตและเพื่อความบันเทิงสนุกสนานเป็นการพักผ่อยหย่อนใจจากการทำงาน หรือเมื่อเสร็จจากฤดูเก็บเกี่ยว  เช่น  การเล่นเพลงเกี่ยวข้าว  เต้นรำกำเคียว  รำโทนหรือรำวง  รำเถิดเทิง  หรือรำกลองยาวเป็นต้น  มีการแต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถิ่น และใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้าน  เช่น  กลองยาว  ฉิ่ง  ฉับ  กรับ  และโหม่ง

    4.3  การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน   เป็นศิลปะการรำและการละเล่นของชาวพื้นบ้านภาคอีสาน  หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย  แบ่งได้  2  กลุ่มวัฒนธรรมใหญ่ๆ  คือ  กลุ่มอีสาน -  เหนือ  มีวัฒนะรรมไทยลาวที่มักเรียกการละเล่นว่า  เซิ้ง  ฟ้อน  และหมอลำ   เช่นเซิ้งบั้งไฟ  เซิ้งสวิง  ฟ้อนภูไท  ลำกลองเกี้ยว ลำเต้ย  ซึ้งให้เครื่องดนตรีพื้นบ้านประกอบ  ได้แก่แคน  พิณ  ซอ  กลองยาวอีสาน  ฉิ่ง  ฉาบ  ฆ้องและกรับ  ภายหลังเพิ่มโปงลางและโหวดเข้ามาด้วย  ส่วนกลุ่มอีสานใต้ได้รับอิธิพลไทยเขมร  มีการละเล่นที่เรียกว่า  เรือม  หรือ  เร็อม  เช่น  เรือมลูดอันเรหรือรำกระทบสาก  รำกระน็บติงต็อง  หรือระบำตั๊กแตนตำข้าว  รำอาโย  หรือรำตัด  หรือเพลงอีแซว  แบบภาคกลาง  วงดนตรีที่ใช้บรรเลงคือ  ซอด้วง  ซอตรัวเอก  กลองกันตรึม  พิณ    ระนาดเอก  ปี่สไล  กลองรำมะนาและเครื่องประกอบจังหวะ  การแต่งกายประกอบการแสดงเป็นไปตามวัฒนธรรมพื้นบ้าน   ลักษณะท่ารำและท่วงทำนองดนตรีในการแสดงค่อนข้างกระชับรวดเร็ว  และสนุกสนาน

    4.4    การแสดงพื้นเมืองภาคใต้     เป็นศิลปะการรำและการละเล่นของชาวพื้นเมืองภาคใต้  อาจแบ่งตามกลุ่วัฒนธรรมได้  2  กลุ่ม  วัฒนธรรมไทยพุทธ  และ  การแสดงโนรา  หนังตะลุง  เพลงบอก  เพลงนา  และวัฒนธรรมไทยมุสลิม  ได้แก่  รองเง็ง  ซำเปง   มโย่ง  (  การสะแดงละคร  )  ลิเกฮูลู  (  คล้ายลิเกภาคกลาง  )  และซิละ  มีเครื่องคนดรีประกอบที่สำคัญ  เช่น  กลอง  โนรา  กลองโพน  กลองปืด   กลองโทน  ทับ  กรับพวงโหม่ง  ปี่  กาหลอ  ปี่ไหน  รำมะนา  ไวโอลลิน  คันคอร์เดียน  ภายหลังได้มีการปรับปรุงจากวิถีชีวิตศิลปาชีพต่างๆ  เช่น  ระบำร่อนแร่  กรีดยาง  ปาเต๊ะ  เป็นต้น







Copyright © 2010 All Rights Reserved.