ReadyPlanet.com
dot dot
bulletศิลป์ พีระศรี
dot
ทัศนศิลป์
dot
bulletศิลปินแห่งชาติของไทย
bulletเทิคไท้มหาราชินี
dot
จดหมายข่าว

dot
bulletทัศนศิลป์
bulletดนตรีไทย
bulletนาฏศิลป์ไทย
bulletนาฏศิลป์สากล
bulletกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปศึกษา
bulletดนตรีสากล
dot
เกียรติยศการแสดง
dot
bulletเกียรติยศการแสดง
bulletเด็กไทยก้าวใหม่ก้าวไกลกว่า
bulletลูกเสือเอเซียแปซิฟิก
bulletข้อสอบ e-bookเทคโนโลยีสารสนเทศ




ดนตรีไทย

 

ลักษณะเพลงไทย
พิจารณาตามลีลาจังหวะของทำนองเพลง
 
1. ประเภทของเพลงไทย
            แบ่งตามลักษณะของ “หน้าทับ” หมายถึง ลีลาจังหวะของทำนองเพลง โดยมีเครื่องหนังที่เรียกว่า “ทับ” หรือ โทน เป็นเครื่องกำกับจังหวะมาตั้งแต่โบราณ ลีลาจังหวะนี้กำหนดได้เป็นวรรคๆ ยาวหรือสั้นต่างๆกันไป ซึ่งอาจเทียบได้กับจำนวนห้องเพลงในปัจจุบัน ลักษณะหน้าทับของเพลงไทยแบ่งได้กว้างๆเป็น 3 ประเภท คือ
1.1 หน้าทับปรบไก่
โบราณจารย์คิดขึ้นเป็นอัตรา 2 ชั้นก่อน โดยใช้ตะโพนตีเลียนตามลีลาจังหวะการร้องของลูกคู่ที่ร้องรับในการเล่นเพลงปรบไก่ (เพลงพื้นเมืองอย่างหนึ่ง) ที่ร้องว่า
       
 
 
มาแปลงเป็นเสียงตีตะโพนดังนี้
 
1.2 หน้าทับสองไม้
มีลักษณะเป็นลีลาการ “ด้นสองไม้” ในการเล่นเพลงเทพทอง (เพลงพื้นเมืองอย่างหนึ่ง) มีความยาวของแต่ละวรรคเพียงครึ่งเดียวของหน้าทับปรบไก่ ดังนี้
โน้ตตะโพน
 
 
1.3 หน้าทับพิเศษ
ได้แก่หน้าทับที่ประดิษฐ์ขึ้นเป็นกรณีพิเศษตามแต่ผู้ประพันธ์จะคิดขึ้น หรือเป็นหน้าทับประเภทอื่นๆนอกเหนือจากหน้าทับปรบไก่และหน้าทับสองไม้นั่นเอง เช่น หน้าทับลาว
 
2. เสียงตะโพน
            มี 2 หน้า เสียงสูงเรียกว่า “หน้ามัด” และเสียงต่ำทางขวามือเรียกว่า “หน้าเท่ง”
โน้ตตะโพน
 
 
            มือขวา   1. เท่ง     แบมือนิ้วชิดกันตีที่ขอบกลองแล้วถอนมือกลับทันที (เสียงยาว)
2. เทิด    ใช้ปลายนิ้วมือซ้ายวางที่ขอบหน้าเท่ง (เป็น Damper) ตีด้วยมือขวา
              เช่น 1. (เสียงสั้นกว่า เท่ง)
3. ถะ      วิธีตีเหมือน 1. แต่เมื่อถอนมือกลับไปแตะขอบกลองอีก (เสียงสั้นกว่าเท่ง)
4. ป๊ะ       แบมือกางนิ้วออก ใช้ฝ่ามือตีขณะที่ปลายนิ้วมือซ้ายแตะขอบหน้าเท่งอยู่ เป็นเสียงสั้น
               
มือซ้าย   5. ตึง      ตีด้วยมือซ้าย เหมือน 1.
             6. ตึด     ตีด้วยมือซ้าย เหมือน 2.
             7. ตุ๊บ     ตีด้วยมือซ้าย เหมือน 3.
 
สองมือ    8. พรึง   ตีเบาๆที่ขอบหน้าทั้งสองมือ มือซ้ายแรงกว่ามือขวา แล้วถอนมือออกทันที (เสียงยาว)
             9. เพริง  ตีแรงๆ เหมือน 8. (เสียงยาว)
            10. พรืด  ตีเหมือน 8. แต่เมื่อถอยมือแล้ว กลับไปแตะอีก
            11. เพริด ตีเหมือน 9. แต่เมื่อถอยมือแล้ว กลับไปแตะอีก
 
 
 
สรุปท้ายบท
            สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเวลาในทางดนตรีเป็นองค์ประกอบอย่างที่ 2 ของดนตรี เนื่องจากลักษณะการแสดงออกของดนตรี เน้นได้ชัดว่าเป็นการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทั้งต้นเสียง จังหวะ และอื่นๆ แสดงว่าดนตรีเป็นศิลปะที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเวลาในทางดนตรีมาเป็นส่วนประกอบด้วย คือ
1.      Tempoหมายถึง อัตราเร็วของการเคาะจังหวะ (Beats) ต่อ 1 นาที หรือจำนวนครั้งของการเคาะจังหวะต่อ 1 นาทีนั่นเอง แบ่งได้เป็นอัตราเร็ว :-
2.      Meterหมายถึง ประเภทอัตราจังหวะหรือจำนวนการเคาะจังหวะต่อ 1 ห้องเพลง แบ่งได้กว้างๆเป็น
1.            2 ครั้ง     เรียกว่า Duple Time        หรือสองจังหวะ
2.            3 ครั้ง     เรียกว่า Triple Time        หรือสามจังหวะ
3.            4 ครั้ง     เรียกว่า Quadruple Time            หรือสี่จังหวะ
               
Time Signature หรือเครื่องหมายกำหนดจังหวะ หมายถึงเครื่องหมายมีลักษณะเป็นเลขสองตัวซ้อนกันในแนวดิ่ง มีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ
1.      บอกประเภทอัตราจังหวะ (Meter) ของทำนองเพลงต่างๆ
2.      บอกชนิดของโน้ตที่มีค่า 1 จังหวะในทำนองเพลงนั้นๆ
Time Signature แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.      Simple Time Signature หรือประเภทอัตราธรรมดา
2.      Compound Time Signature หรือประเภทอัตราผสม
ลักษณะที่แตกต่างกันของเครื่องหมายกำหนดจังหวะทั้ง 2 ประเภท
 
 
3.    Rhythmหรือลีลาจังหวะของทำนองเพลงหรือบทเพลง หมายถึงกลุ่มการเคาะจังหวะที่มีลักษณะซ้ำๆกันเป็นวรรคๆ มีความยาววรรคละ 1-4 ห้องเพลงเป็นส่วนมาก เป็นลักษณะเฉพาะของทำนองเพลงหรือบทเพลงแต่ละจำพวก ซึ่งมีลีลาจังหวะคล้ายๆกัน เช่น
 
แผนภูมิ
 
4.       Combined Proporties หมายถึงลักษณะของทำนองเพลงหรือบทเพลง มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเวลาหลายๆอย่าง ประกอบกน หรือเปลี่ยนไป-มา ตามที่ผู้แต่งกำหนด
 
การเป่าขลุ่ยไทย
การฝึกหัดเปล่าขลุ่ย
                ขลุ่ย เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลม (AEROPHONE) ที่บรรเลงด้วยการเป่า ขลุ่ยไทยที่ใช้บรรเลงเป็นทำนองที่สำคัญ มี 3 ชนิด คือ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยหลีบ และขลุ่ยอู้ ภายหลังมีการเพิ่มขลุ่ยกรวด ซึ่งมีเสียงสูงพิเศษขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง
                ขลุ่ยทุกชนิดดังกล่าวมานี้ มีลักษณะและวิธีเป่าเหมือนกัน ต่างกันแต่ระดับเสียงเท่านั้น ขลุ่ยอู้เสียงต่ำสุด เสียงปานกลางคือขลุ่ยเพียงออ ส่วนขลุ่ยหลีบมีเสียงสูงสุด ขลุ่ยกรวดมีเสียงสูงพิเศษ
ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นคำแนะนำสำหรับฝึกหัดเป่าขลุ่ยเพียงออกับขลุ่ยหลีบ (ซึ่งอาจใช้ได้กับขลุ่ยอื่น โดยเปลี่ยนระดับเสียง)
 
 
 
 
ลักษณะของขลุ่ย
 
 
การจับและท่าเป่าขลุ่ย
                วิธีเป่าขลุ่ยและปี่ประเภทต่างๆของไทย ต่างจากการเป่าขลุ่ยและปี่ฝรั่งตรงที่ของไทยเราใช้มือขวาไว้บน และมือซ้ายอยู่ล่าง เหตุผลคือ เมื่อเรียนไปถึงขั้นสูง นิ้วบนๆจะใช้มาก และมีกลเม็ดเด็ดพรายแปลกๆ ซึ่งต้องใช้มือที่ถนัดคือมือขวา จึงจะทำได้ดี ส่วนขลุ่ยและปี่ฝรั่ง ใช้มือซ้ายไว้บน ดังภาพ
 
                สำหรับนักเรียนผู้ที่ประสงค์เพียงแต่จะหัดให้เป็น ไม่คิดที่จะเรียนต่อเพื่อเอาดีทางเป่าปี่เป่าขลุ่ย จะจับแบบขลุ่ยรีคอร์ดเดอร์ก็ได้ ส่วนนักเรียนที่มีพื้นฐานการศึกษาทางดนตรีไทยอยู่บ้าง และหวังจะศึกษาการเป่าปี่เป่าขลุ่ยในขั้นสูงต่อไป ควรจับให้ถูกต้องโดยใช้มือขวาไว้บน
                ไม่ว่าจะจับขลุ่ยวิธีใดก็ตาม ต้องใช้อุ้งนิ้วตรงปลายนิ้ว (บางคนอาจถนัดใช้ข้อนิ้วที่ 2 จากปลาย) ปิดรูนับให้สนิท ไม่ให้ลมเล็ดลอดออกมาได้แม้แต่น้อย มิฉะนั้นเสียงจะผิดไป ไม่ชัดเจน หัวแม่มือควรปิดรูค้ำให้สนิทเช่นเดียวกัน เวลาเป่าใช้ริมฝีปากประกอบให้มิดปิดช่องเป่าพอดี (อย่าอม) กะดูว่าพอเหมาะและสะดวกแก่การเป่า ลองใช้ลิ้นดุนตรงปากช่องเป่า จะรู้สึกว่าสัมผัสกับช่องที่ลมจะเป่าเข้าไปพอดี
 
ตำแน่งนิ้วและเสียงขลุ่ย
                ขลุ่ยเพียงพอ มีตำแหน่งของเสียงต่างกัน เพราะเสียงต่ำสุดของขลุ่ยเพียงออตรงกับลูกต้นของทางเพียงออ (บันไดเสียงเพียงออ) คือลูกฆ้องที่ 6 ส่วนเสียงที่ต่ำสุดของขลุ่ยหลีบตรงกับลูกต้นของทางหลีบ คือลูกฆ้องที่ 9 ตำแหน่งนิ้วและเสียงของขลุ่ยทั้งสองชนิดนี้จึงต่างกัน เสียงของขลุ่ยหลีบสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 4 เสียง ดังนี้
 
 
 
 
 
 
 
 
การเป่า
การเป่าขลุ่ยที่ถูกลักษณะต้องให้ลมที่เป่าเข้าไปในเลาขลุ่ยมีน้ำหนักสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจนสม่ำเสมอ การเปลี่ยนเสียงหรือหยุดเสียง ควรใช้ปลายลิ้นเป็นเครื่องตัดกระแสลม ไม่ใช้กำลังของปอดหรือลมในคอเพียงอย่างเดียว เพราะหากไม่ใช่ปลายลิ้นช่วยชะงักลม เสียงที่ขาดจะไม่คม แต่ค่อยๆหายไป คล้ายคนเป่าไม่เป็น ดังนั้นการหัดเริ่มแรก นอกจากจะเป่าให้ชัดเจนแต่ละเสียงแล้ว ต้องฝึกตัดลมด้วยปลายลิ้นด้วย จึงจะดี
 
แบบฝึกหัด
                ให้เป่าช้าๆและได้เสียงชัดเจน หลายๆเที่ยวจนคล่อง ขลุ่ยเพียงออและขลุ่ยหลีบสามารถใช้แบบฝึกหัดเดียวกันได้ เพียงแต่ขลุ่ยหลีบต้องเป่าที่เสียงโด โดยเปิดนิ้ว 1-4 ปิดนิ้วทั้ง 3 ของมือบน และแบบฝึกหัดอื่นๆก็ให้ใช้นิ้วที่ตรงกับเสียงในแบบฝึกหัด แต่นิ้วผิดกับขลุ่ยเพียงออ ทั้งนี้เพื่อให้ฝึกไปพร้อมกันได้
แบบฝึกหัดที่ 1

---ด
----
---ร
----
---ม
----
---พ
-----
---ฟ
----
---ม
----
---ร
----
---ด
----

               
แบบฝึกหัดที่ 2

---ฟ
----
---ซ
----
---ล
----
---ท
-----
---ท
----
---ล
----
---ซ
----
---ฟ
----

การเป่าเสียงสูง
                นอกจากเป่าเสียงธรรมดา โดยใช้ลมเบาทำให้เกิดเสียงตามปกติแล้ว ยังสามารถเป่าขลุ่ยให้มีเสียงสูงขึ้นได้อีก 4-5 เสียง (แล้วแต่คุณภาพของขลุ่ย) ได้อีกด้วย คือ การเป่าด้วยกระแสลมที่แรงขึ้น โดยใช้กระพุ้งแก้มบังคับลมและเป่าด้วยลมในปากให้ตรงพุ่งเข้าไปอย่างสม่ำเสมอ แต่ให้แรงขึ้นกว่าปกติ ในตำแหน่งนิ้วเดียวกันกับที่เป่าตามปกติ จะได้เสียงที่สูงขึ้น คือ
                ขลุ่ยเพียงออ         เสียง       โด   เร   มี   ฟา   ซอล   (ลา)
                ขลุ่ยหลีบ               เสียง       ฟา   ซอล   ลา   ที   โด   (เร)
นอกจากนี้ยังสามารถใช้นิ้วแทนได้ โดยเปิดนิ้วหัวแม่มือ (ที่รูต่ำ) และปิดนิ้วมือบนด้วยก็ได้ โดยขลุ่ยเพียงออจะเป็นเสียงโด ขลุ่ยหลีบจะเป็นเสียงฟา การเป่าเสียงสูงแบบนี้ เรียกว่า เป่าแหบ หรือเสียงแหบ
 
แบบฝึกหัดที่ 3

---ด
---ร
---ม
----ฟ
---ซ
---ล
---ท
----ด
---ด
---ท
---ล
---ซ
---ฟ
---ม
---ร
---ด

 
แบบฝึกหัดที่ 4

---ฟ
---ซ
---ล
---ท
---ด
---ร
---ม
----ฟ
---ฟ
---ม
---ร
---ด
---ท
---ล
---ซ
---ฟ

                เป่าหลายๆเที่ยวจนคล่อง (ขลุ่ยเพียงออจะเป่าเสียงแหบ)
แบบฝึกหัดที่ 5

ดดดด
ดดดด
-ร-ร
-ท-ท
มมมม
ลลลล
-ฟ-ฟ
-ซ-ซ
ซซซซ
ฟฟฟฟ
-ล-ล
-ม-ม
ทททท
รรรร
-ด-ด
-ด-ด

                เป่าหลายๆเที่ยวจนคล่อง ใช้ปลายลิ้นตัดลมให้ชัดเจน
 
แบบฝึกหัดที่ 6

ฟฟฟฟ
-ซ-ซ
ลลลล
-ท-ท
ดดดด
-ร-ร
มมมม
-ฟ-ฟ
ฟฟฟฟ
-ม-ม
รรรร
-ด-ด
ทททท
-ล-ล
ซซซซ
-ฟ-ฟ

                เป่าหลายๆเที่ยวจนคล่อง ระวังการใช้ปลายลิ้นตัดลมให้ชัดเจน
 
 
 
แบบฝึกหัดที่ 7

ดดดด
-ร-ม
รรรร
-ม-ฟ
มมมม
-ฟ-ซ
ฟฟฟฟ
-ซ-ล
---ม
-ร-ด
-ท-ล
---ร
-ด-ท
-ล-ซ
---ล
---ด

                เป่าหลายๆเที่ยวจนคล่อง พยายามให้ถูกจังหวะ
 
แบบฝึกหัดที่ 8

ดดดร
ดดดม
ดดดฟ
ดดดซ
ซซซล
ซซซท
ซซซร
ซซซด
ดดดล
ดดดซ
ดดดล
ดดดม
ซซซม
ซซซซ
ซซซล
ซซซด

                เป่าหลายๆเที่ยวจนคล่อง พยายามให้เสียงที่ชัดเจน
 
เพลงแป๊ะสามชั้น
(ท่อน 1)
---ล
-ดดด
-ร-ร
-ดดด
-ม-ร
-ด-ล
-มรด
-ล-ซ
-รดล
-ซ-ม
-ซ-ล
-รดล
-รดล
-ซ-ม
-ล-ซ
-ม-ร
---ซ
ลมซล
-ด-ร
-มซร
-มซร
-ด-ล
-มรด
-ล-ซ
-รดล
-ซ-ม
-ซ-ล
-รดล
-รดล
-ซ-ฟ
-ลซฟ
-ม-ร
---ม
-มมม
-ร-ด
-มซล
-มซล
ดซลด
-ลดร
มดรม
-ดรม
-ซ-ล
-ซ-ม
-ซ-ด
-ซ-ด
-ร-ม
-ลซม
-ร-ด
 
(ท่อน 2)

-มมม
-ร-ซ
-มมม
-ลทด
รดดด
ซลทด
-ร-ม
รดดด
---ร
---ม
-ฟ-ซ
-รดล
-ซ-ฟ
-ซฟ-
-ม-ร
ลมซม
-ร-ล
-ด-ร
-มซร
-ด-ล
-มรด
-ล-ซ
-รดล
-ซ-ม
-ร-ม
-ซ-ล
-รดล
-ซ-ฟ
-ด-ฟ
ซฟมร
---ม
-มมม
-ลซม
-ร-ด
-ม-ซ
-ล-ด
---ร
มดรม
-ดรม
-ซ-ล
-รดล
-ซ-ม
-ซ-ด
-ร-ม
-รดท
ลซ-ด
ซดรม
รซรม
รดรม
รมซม
[%
%
%
%]
ซลดล
ซลดร
มรดล
ดซลด
[%
%
%
%]
รมซล
มซลด
ซลดร
มดรม
[%
%
%
%]
ซลซม
ซลซร
มรดล
ดซลด
[%
%
%
%]
ลลดล
ซลดล
[%
%]
*ซซลซ
มซลซ
[%
%]
มมซม
รมซม
[%
%]
*รรมร
ดรมร
[%
%]
ดดดด
-ร-ร
มมมม
-ร-ร
ดดดด
-ร-ร
มมมม
-ซ-ซ
-ดรม
-ซ-ล
-รดล
-ซ-ม
-ร-ร
---ม
---ซ
---ล

*ตรงที่เล่นล้อ ให้ขลุ่ยหลีบนำ ขลุ่ยเพียงออตาม
 
คำชี้แจง
            แบบฝึกหัดเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางฝึกหัดเท่านั้น เมื่อครูฝึกสามารถเป่าได้ตามแบบฝึกหัดนี้แล้วจะลองหัดเป่าเพลงใดก็ได้ และจะใช้โน้ตใดก็ได้ รวมทั้งโน้ตสากดจากเพลงที่เคยฟังมาแล้วก็ได้ แต่มีข้อสังเกตว่า ถ้านำขลุ่ยไทยไปเป่าเพลงสากล จะได้เสียงที่ไม่ชัดระหว่างเสียง มี-ฟา และ ที-โด เนื่องจากระยะของระบบเสียงแบบเจ็ดเสียงเต็มของไทยกับระบบเสียงแบบไดอะโตนิกของสากล เป็นคนละระบบดังที่ทราบอยู่แล้ว ดังนั้นควรหาโน้ตเพลงไทยอื่นๆมาเป่า ต่อไปนี้เป็นเพลงฝึกหัดสำหรับดนตรีไทยทั่วไป ใช้กับขลุ่ยหรือเครื่องดนตรีไทยชนิดใดก็ได้ 2 เพลง คือ เพลงแป๊ะ (สามชั้น) กับเพลงจระเข้หางยาว (สามชั้น)
 
เครื่องดนตรีไทย
เครื่องดนตรีไทย
                เครื่องดนตรีไทย มีครบทุกประเภท ทั้งที่เป็นเครื่องลม เครื่องสาย เครื่องเคาะ และเครื่องหนัง จะกล่าวถึงเครื่องดนตรีแต่ละประเภทดังต่อไปนี้
1.      เครื่องลม หรือเครื่องเป่า แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้
1.1 เครื่องลมประเภทไม่มีลิ้น ได้แก่ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยหลีบ ขลุ่ยนกกางเขน ขลุ่ยนกดุเหว่า
 
 

หน้าที่ในวงดนตรี
ขลุ่ยเพียงออ
ขลุ่ยหลีบ
 
ขลุ่ยนกกางเขน
 
ขลุ่ยนกดุเหว่า
ขลุ่ยอู้
ดำเนินทำนองโหยหวน มักบรรเลงทางหวาน มีเล่นทางเก็บประปราย
ดำเนินทำนองทางหวาน และทางเก็บเป็นครั้งคราว ด้วยลีลาที่โหยหวนในแนวเสียงที่สูงขึ้นไป
เป่าเลียนเสียงนกสอดแทรกเพื่อสร้างบรรยากาศ เช่น ในเพลงตับแม่ศรีทรงเครื่อง
เป่าเลียนเสียงนกดุเหว่าสอดแทรกเพื่อสร้างบรรยากาศ
ดำเนินทำนองช้าๆแนวต่ำสุดในประเภทขลุ่ย

 
1.2 เครื่องลมประเภทมีลิ้น ได้แก่ ปี่นอก ปี่กลาง ปี่ใน ปี่ชวา ปี่มอญ ปี่ไฉน (ปัจจุบันไม่นิยม)
 
 

หน้าที่ในวงดนตรี
ปี่นอก
ปี่กลาง
ปี่ใน
ปี่ทั้งสามชนิดมีนี้มีรูปร่างลักษณะเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแต่ขนาดและระดับเสียง ปี่นอกมักมีเสียงดังจ้ามากที่สุด ปี่ในเสียงต่ำที่สุด ปี่กลางมีระดับเสียงระหว่างปี่นอกกับปี่ใน บรรเลงทำนองแหบโหยหวน ด้วยระบบเสียงที่สูงที่สุดในวงปี่พาทย์ เป่าเลียนเสียงพูดเสียงร้องได้ดีมาก
ปี่ชวา
 
ปี่มอญ
ดำเนินทำนองแหบโหยหวน เช่นเดียวกับปี่ใน และใช้ในวงดนตรีคนละประเภทกัน เช่น ใช้ในวงบัวลอย วงเครื่องสายปี่ชวา เป็นต้น
ดำเนินทำนองโหยหวน เช่นเดียวกับปี่อื่นๆ แต่เสียงดังกังวานและทุ้มต่ำ เนื่องจากมีปากลำโพงขยายเสียงช่วย ใช้ในวงปี่พาทย์มอญ

 
ยังมีเครื่องลมอื่นๆอีก แต่ไม่ได้นำมาบรรเลงในดนตรีไทยแบบฉบับ (Classical Music) เช่น แน ในดนตรีพื้นเมืองเหนือ, ปี่อ้อ ปี่เตรียง ในดนตรีพื้นเมืองอิสาน-ใต้, แคน ในดนตรีพื้นเมืองอิสาน-เหนือ, ปี่กาหลอ ในดนตรีพื้นเมืองใต้, แกว (อ่านว่า กะ-แว) ของชาวไทยภูเขา ซึ่งเหมือนกับเสนงเกลของภาคอิสาน-ใต้ เป็นต้น
 
2.      เครื่องสาย แบ่งเป็น 3 ชนิด ดังนี้
2.1 ชนิดที่บรรเลงด้วยการดีด ได้แก่ จะเข้ กระจับปี่
เครื่องดนตรีที่บรรเลงด้วยการดีดอื่นๆที่เป็นดนตรีพื้นเมืองยังมีอีกมากมาย เช่น พิณ ของพื้นเมืองอิสาน, ซึง พิณน้ำเต้า พิณเพียะ ของพื้นเมืองเหนือ, ซื่อบื่อ เตน่า ของชาวไทยภูเขา แต่ไม่นำมาประสมวงไทย เป็นต้น
 
 

หน้าที่ในวงดนตรี
จะเข้
 
กระจับปี่
ดำเนินทำนองเพลงด้วยลีลาที่สะบัดพลิ้ว เป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงนำ เช่นเดียวกับซอด้วง
ใช้ดีดดำเนินทำนองสะบัดด้วยลูกห่างๆให้สุ้มเสียงทุ้มต่ำไพเราะมาก ปัจจุบันเริ่มมีความนิยมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

 
 
 
 
2.2 ชนิดที่บรรเลงด้วยการสี ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย
 
 

หน้าที่ในวงดนตรี
ซอด้วง
 
 
ซออู้
 
 
ซอสามสาย
บรรเลงดำเนินทำนองเป็นหลักในวงเครื่องสายและวงมโหรี ด้วยสุ้มเสียงสูงกังวาน สดใส ทั้งลีลาการเล่นแบบทางเก็บและทางหวานสลับกัน เป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงนำวงหรือเครื่องนำ
บรรเลงทำนองในแนวทุ้มต่ำ สอดสลับล้อหลอกไปกับซอด้วง เหลื่อมไปข้างหน้าบ้าง ย้อยไปข้างหลังบ้าง มีลีลาที่สนุกสนาน ตลกโลดโผน เป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงตาม หรือเป็นเครื่องตาม
บรรเลงทำนองหวานพลิ้ว อ้อยสร้อย ในแนวกลาง เป็นได้ทั้งเครื่องนำและเครื่องตาม ใช้สีคลอเสียงร้องได้สนิทสนม ปกติใช้ในวงมโหรี

 
 
 
 
 
 
 
เครื่องดนตรีที่บรรเลงด้วยการสีอื่นๆ เช่น สะล้อ ของพื้นเมืองเหนือ, ซอกระป๋อง ซอบั้งไม้ไผ่ ของพื้นเมืองอิสาน, ตรัวเอก ตรัวอู้ ตรัวจี้ ตรัวชม ชองพื้นเมืองอิสาน-ใต้, ซอจี้ ของภาคใต้ เป็นต้น
 
2.3 ชนิดที่บรรเลงด้วยการตี เครื่องดนตรีชนิดนี้ในวงดนตรีไทยมีเพียงอย่างเดียว คือ ขิม ซึ่งเดิมเป็นเครื่องดนตรีจีน เรียกว่า หยางชิน ได้นำเข้ามาประสมในวงดนตรีไทยราวสมัยรัชกาลที่ 4 โดยได้ปรับปรุงวิธีขึ้นเสียง และวิธีบรรเลงให้เข้ากับดนตรีไทยที่ใช้บรรเลงในวงเครื่องสายประสมขิม
 
 
หน้าที่ในวงดนตรีของขิม คือ การบรรเลงดำเนินทำนองด้วยลีลาที่ใช้การกรอ สะบัด โยน และแนวบรรเลงของขิมกว้างมาก จะใช้ลีลาแบบจะเข้ ซอ หรือระนาดได้ตามความเหมาะสม
 
3.      เครื่องกระทบ หรือเครื่องตี แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้
3.1 ชนิดที่ตีเป็นทำนอง มี 2 ชนิด คือ
3.1.1        ชนิดที่ทำด้วยไม้ ได้แก่ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม
 
 
 
 
 
3.1.2        ชนิดที่ทำด้วยโลหะ ได้แก่ ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงเล็ก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องมอญ
 
 
 
 
 
 

หน้าที่ในวงดนตรี
ระนาดเอก
 
ระนาดทุ้ม
 
ระนาดเอกเหล็ก
ระนาดทุ้มเหล็ก
 
ฆ้องวงใหญ่
 
ฆ้องวงเล็ก
 
 
ฆ้องวงมอญ
บรรเลงนำวง ดำเนินทำนองโดยละเอียดด้วยลีลาลวดลายแพรวพราวในระดับเสียงสูง เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องนำ
บรรเลงหยอกล้อ สอดสลับกับระนาดเอกด้วยลีลาที่สนุกสนาน เป็นตัวตลกในวงดนตรี ดำเนินทำนองในแนวต่ำ เป็นประเภทเครื่องตาม
บรรเลงเช่นเดียวกับระนาดเอก
บรรเลงเป็นเครื่องตามเหมือนระนาดทุ้ม ด้วยลีลาที่โยนห่างๆ มักตีทางฆ้อง
เป็นเครื่องดนตรีที่ดำเนินทำนองหลักในวงปี่พาทย์ วงมโหรี ตีด้วยแนวทางของเพลงเฉพาะที่เป็นทำนองสำคัญเท่านั้น และเป็นเครื่องตาม
บรรเลงนำคล้ายระนาดเอกด้วยสุ้มเสียงกังวานสดใส ให้รายละเอียดในท่วงทำนองได้มากกว่าฆ้องวงใหญ่ แต่ไม่มากเท่าระนาดเอก และเป็นเครื่องนำ
เป็นเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์มอญ มีหลายขนาดทั้งฆ้องวงเล็กวงใหญ่ แลขนาดกลาง ทำหน้าที่เช่นเดียวกับฆ้องวงเล็กฆ้องวงใหญ่ในวงปี่พาทย์และวงมโหรี

 
3.2 ชนิดที่ตีประกอบจังหวะ มี 2 ชนิด คือ
3.2.1        ชนิดที่ทำด้วยไม้ ได้แก่ กรับคู่ กรับพวง กรับเสภา เกราะ โกร่ง
3.2.2        ชนิดที่ทำด้วยโลหะ ได้แก่ ฉิ่ง ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ ฆ้องเดี่ยว ฆ้องหุ่ย ฆ้องราว
 
 

หน้าที่ในวงดนตรี
ฉิ่ง
ฉาบเล็ก
ฉาบใหญ่
กรับ
ฆ้องเดี่ยว
ฆ้องหุ่ย(ฆ้องชัย)
ฆ้องราว
 
เกราะ, โกร่ง
ตีกำกับจังหวะเป็นหลักในวงดนตรี
ตีขัดจังหวะกับฉิ่งเพื่อความสนุกสนาน
ตีเป็นจังหวะในจังหวะหนักพร้อมกับกรับ
กรับทุกชนิด ตีกำกับจังหวะหนักในวงดนตรีพร้อมกับเสียงฉับของฉิ่ง
ฆ้อง(หรือโหม่ง) ตีกำกับจังหวะหลักทุกๆสองจังหวะของกรับ
ไม่ใช้ในวงดนตรีบ่อยนัก มักตีในงานพิธี เช่น บวชนาค เรียกว่าลั่นฆ้อง
ตีประกอบเป็นจังหวะหลักเหมือนฆ้องเดี่ยว เพียงแต่เพิ่มเสียงต่ำเข้าไปอีก 2 ลูก และมีหลักการตีต่างไปจากฆ้องเดี่ยว
ไม่นิยมใช้ในวงดนตรี มักใช้ในการแสดงโขนบ้าง

 
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องกระทบยังมีอีกหลายอย่าง เช่น ฆ้องคู่ กรับราว หรือกรับชัก ของพื้นบ้านภาคใต้, แตระ หรือกรับ ฆ้องราง ของพื้นบ้านภาคอิสานใต้, ผางฮาด (ฆ้องไม่มีปุ่ม) ของภาคอิสานเหนือ, กังสดาล ของภาคเหนือตลอดจนระฆังขนาดต่างๆตามวัด ก็จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทนี้
 
4.      เครื่องหนัง มี 2 ชนิด คือชนิดที่ขึงหนังหน้าเดียว และชนิดที่ขึงหนัง 2 หน้า ซึ่งได้แก่ กลองชนิดต่างๆนั่นเอง นอกจากนั้นยังรวมทั้งกลองที่ไม่ได้ใช้หนัง แต่ใช้แผ่นโลหะบางๆ โดยหล่อเป็นเนื้อเดียวกับตัวกลอง เช่น มะโหระทึก ด้วย
4.1 กลองชนิดขึงหนังหน้าเดียว ได้แก่ รำมะนาลำตัด
รำมะนามโหรี โทน กลองยาว
ยังมีกลองหน้าเดียวชนิดอื่นๆอีก เช่น กลองแอว กลองสะบัดไชย ของพื้นเมืองเหนือ, กลองกันตรึม ของพื้นเมืองอิสานใต้, ทับ ของพื้นเมืองใต้ เป็นต้น (มโหระทึกก็นับเข้าประเภทนี้เช่นเดียวกัน)

หน้าที่ในวงดนตรี
รำมะนาลำตัด
ใช้ประกอบการเล่นลำตัด ไม่ยมใช้ในวงดนตรี
รำมะนามโหรี
โทนมโหรี
ทั้งสองชนิดนี้ใช้คู่กัน เพื่อกำกับหน้าทับซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในดนตรีไทย
โทนชาตรี
 
กลองยาว
ใช้ตีประกอบการรำซัดชาตรี และใช้ในวงดนตรีบางกรณี เช่น เล่นเพลงสำเนียงตะลุง สำเนียงเขมร เป็นต้น
ใช้ประกอบจังหวะในวงดนตรี เมื่อบรรเลงเพลงสำเนียงพม่า และเล่นในวงกลองยาวโดยเอกเทศ

 
4.2 กลองชนิดขึงหนังสองหน้า ได้แก่ ตะโพนไทย ตะโพนมอญ กลองทัด กลองชาตรี กลองตะโพน กลองสองหน้า กลองแขก กลองมลายู เปิงมางคอก
กลองสองหน้าอื่นๆที่มิได้นำมาใช้ในวงดนตรีไทย เช่น กลองเต่งถึ้ง กลองมะหลดปด (หรือกลองตะหลดปด) ของพื้นเมืองเหนือ, กลองหนัง ปืด โพน ของพื้นบ้านภาคใต้, กลองตุ้มในการบรรเลงตุ้มโมง ของอิสานใต้ตลอดจนกลองเพลตามวัดก็จัดเข้าลักษณะนี้ด้วย ภาคกลางยังมีกลอง 2 หน้า ซึ่งใช้ในพระราชพิธีคือ บัณเฑาะว์ กลองชนะ ซึ่งนับรวมเข้าในประเภทนี้อีกด้วย
 
 
 
จังหวะในดนตรีไทย
                ดนตรีทุกชนิดในโลกมีจังหวะอยู่ 3 ชนิดใหญ่ๆ คือ จังหวะช้า ปานกลาง และจังหวะเร็ว จังหวะในการบรรเลงดนตรีกำหนดด้วยเครื่องประกอบจังหวะเป็นเกณฑ์ เครื่องกำหนดจังหวะหรือเครื่องประกอบจังหวะที่สำคัญที่สุดในดนตรีไทย คือ ฉิ่ง
ฉิ่งนั้นตีได้ 2 เสียง คือ ตีเปิดเป็นเสียงฉิ่ง ตีปิดเป็นเสียงฉับ ความเร็วช้าของการตีฉิ่งนี้เองที่เป็นเครื่องกำหนดให้ดนตรีต้องเร็วหรือช้าตามไปด้วย อัตราความเร็วช้าดังกล่าวนี้เรียกว่า อัตราจังหวะ
 
อัตราจังหวะ
                อัตราจังหวะในดนตรีไทยมี 3 ชนิด คือ อัตราจังหวะสามชั้น อัตราจังหวะสองชั้น และอัตราจังหวะชั้นเดียว
 
อัตราจังหวะสามชั้นมีแบบของการตีฉิ่ง ดังนี้

1234
1234
1234
1234
1234
1234
1234
1234
----
---ฉิ่ง
----
---ฉับ
----
---ฉิ่ง
----
---ฉับ

ถ้าลองนับ 1-2-3-4 ตามตัวเลขที่กำหนดไว้ในช่องข้างบนด้วยความเร็วสม่ำเสมอ แล้วตีฉิ่งให้ตรงตามที่กำหนดไว้ในช่องข้างล่าง จะมีความเร็วใกล้เคียงกับอัตราจังหวะ 3 ชั้นตามปกติ
 
อัตราจังหวะสองชั้นเป็นจังหวะปานกลาง มีแบบของการตีฉิ่ง ดังนี้

1234
1234
1234
1234
1234
1234
1234
1234
---ฉิ่ง
---ฉับ
---ฉิ่ง
---ฉับ
---ฉิ่ง
---ฉับ
---ฉิ่ง
---ฉับ

ถ้าลองนับ 1-2-3-4 แล้วตีฉิ่ง หรือออกเสียงฉิ่ง-ฉับ ตามแบบข้างบนนี้ จะเห็นว่าความเร็วของอัตราจังหวะสองชั้นเป็น 2 เท่าของอัตราสามชั้น 1 จังหวะ = อัตราสองชั้น 2 จังหวะ
 
อัตราจังหวะเดียวชั้นเป็นจังหวะเร็วมีแบบของการตีฉิ่ง ดังนี้

1234
1234
1234
1234
1234
1234
1234
1234
-ฉิ่ง-ฉับ
-ฉิ่ง-ฉับ
-ฉิ่ง-ฉับ
-ฉิ่ง-ฉับ
-ฉิ่ง-ฉับ
-ฉิ่ง-ฉับ
-ฉิ่ง-ฉับ
-ฉิ่ง-ฉับ

จะเห็นได้ว่า อัตราจังหวะสองชั้น 1 จังหวะ เท่ากับอัตราชั้นเดียว 2 จังหวะ หรืออัตราชั้นเดียวเร็วเป็น 2 เท่าของอัตราสองชั้นนั่นเอง
 
 
ถ้าเปรียบเทียบอัตราจังหวะทั้งสามชนิด เพื่อให้เห็นข้อแตกต่างชัดเจน ทำได้โดยแผนภูมิ ดังนี้
 
                ตีฉิ่งเป็นเสียง ฉิ่ง-ฉับ คราวหนึ่งถือเป็นหนึ่งจังหวะฉิ่ง ดังนั้น หนึ่งจังหวะฉิ่งของสามชั้น = 2 จังหวะฉิ่งของสองชั้น และ = 4 จังหวะฉิ่งของชั้นเดียว
 
 
 
 
 
บันไดเสียงในดนตรีไทย
1.      บันไดเสียงในดนตรีไทย บันไดเสียง (Scale)ในดนตรีไทยมีศัพท์เฉพาะเรียกว่า ทาง (คำว่าทาง มีหลายความหมายโปรดดูในศัพท์สังคีต) ทางในความหมายทางดนตรี หมายความว่า บันไดเสียง (บางตำราเรียกว่ามาตราเสียง) ในดนตรีไทยมี 7 ทาง หรือ 7 บันไดเสียง โดยเรียงลำดับจากเสียงสูงไปยังเสียงต่ำสุด ดังนี้
สูงสุด             1 ทางหลีบ หรือทางชวา
                        6 ทางแหบ หรือทางกลางแหบ
                        5 ทางนอก
                        4 ทางเพียงออ หรือทางนอกต่ำ
                        3 ทางกลาง
                        2 ทางใน
ต่ำสุด              1 ทางในลด หรือทางเพียงออล่าง
ถ้าเทียบกับลูกฆ้องในฆ้องวงใหญ่จะเป็นดังนี้
 
(แสดงลูกต้นของบันไดทั้ง 7 เสียงของไทย)
        เนื่องจากระบบเสียงในดนตรีไทยเป็นระบบ 7 เสียง (Hexatonic Mode) มีระยะแต่ละเสียงห่างเท่าๆกัน ทำให้การบรรเลงสามารถเปลี่ยนบันไดเสียงได้สะดวก และการที่มีบันไดเสียงถึง 7 บันไดเสียง ทำให้สามารถเลือกบรรเลงดนตรีในระดับเสียงที่เหมาะสมกับเสียงร้องและลีลาของเพลง ตลอดจนโอกาสและสถานที่ในการบรรเลงด้วย
 
2.      ทำนองเพลงไทย การดำเนินทำนองของเพลงไทย ประกอบด้วยเสียงสูงต่ำตามระบบเสียงของดนตรีไทย มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน และสอดสัมผัสรับกันมีจังหวะจะโคน คล้ายบทกลอน การดำเนินทำนองเพลงไทยมีหลักสำคัญ 2 แบบ คือ ทำนองหลังและการแปรทำนอง
 
ทำนองหลัก (Principle Melody)
      “ทำนองหลัก” คือทำนองสำคัญของเพลง ไม่อาจจะตัดทอนส่วนใดส่วนหนึ่งออกได้ ทำนองหลักมักบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีที่มีเสียงหนักและเป็นหลักของวง เช่น วงมโหรี ปี่พาทย์จะบรรเลงด้วย ฆ้องวงใหญ่ จึงนิยมเรียกทำนองหลักนี้ว่า ลูกฆ้อง
        ลูกฆ้องมี 3 ประเภท คือ
ลูกฆ้องบังคับ               - คือทำนองหลักหรือลูกฆ้องที่ไม่สามารถดัดแปลงหรือผันแปรท่วงทำนองให้ผิดไปจากเดิมได้
ลูกฆ้องกึ่งอิสระ           -คือทำนองหลัก หรือลูกฆ้องที่บางส่วนไม่สามารถดัดแปลงหรือบรรเลงผันแปรไปได้ แต่บางส่วนสามารถแปรทำนองให้ผิดแผกไปจากเดิมได้
ลูกฆ้องอิสระ                - คือทำนองหลักหรือลูกฆ้อง ที่เปิดโอกาสให้เครื่องดนตรีชนิดอื่นบรรเลงผันแปรไปได้ตามลีลาที่เหมาะสม แต่ยังคงอยู่ในท่วงทำนองของลูกฆ้องนั้นๆ
ตัวอย่าง
 
 
 
การแปรทำนอง (Vartation)
การแปรทำนอง คือ การนำเอาทำนองหลัก หรือลูกฆ้อง มาบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอื่นๆ
ให้มีท่วงทำนองที่วิจิตรพิสดารยิ่งขึ้น
                เนื่องจากทำนองหลัก หรือลูกฆ้องเป็นทำนองสำคัญที่มีลีลาการบรรเลงเฉพาะเสียงหลักๆเท่านั้น จึงไม่ไพเราะเท่าที่ควร และเพื่อให้บทเพลงมีความไพเราะสมบูรณ์ เครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ เช่น ระนาดเอก ฆ้องวงเล็ก ซอด้วง จะเข้ ฯลฯ จึงนำเอาทำนองหลักนั้นมาบรรเลงให้ละเอียดพิสดารยิ่งขึ้น ด้วยท่วงทีลีลาเฉพาะของเครื่องดนตรีชนิดนั้นๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน
                เราเรียกการบรรเลงทำนองหลักที่แปลกออกไปจากเดิมนี้ว่า การแปรทำนองและเรียกทำนองใหม่ที่แปรไปด้วยการบรรเลงของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆนี้ว่า ทาง เช่น ถ้าแประทำนองหลักไปเป็นทำนองของระนาดเอกก็เรียกว่า ทางระนาดเอก ถ้าแปรไปเป็นทำนองจะเข้ก็เรียกว่า ทางจะเข้ เป็นต้น
                ดังนั้น ทำนองหลักทำนองหนึ่ง จึงแปรทำนองไปได้หลายทาง แต่ละทางต่างกันในรายละเอียด แต่ทำนองสำคัญที่เป็นหลักยังคงเหมือนกันอยู่เหมือนเดิม
                ทำนองที่บรรเลงแปรออกไปนี้ จะทำได้เฉพาะลูกฆ้องประเภทกึ่งอิสระ และลูกฆ้องอิสระเท่านั้น ส่วนลูกฆ้องบังคับต้องบรรเลงคงเดิม
 
ตัวอย่างการแปรทำนอง
 
 
                การแปรทำนองหลักเป็นทางระนาดนี้ สามารถทำได้หลายทาง ตัวอย่างนี้เป็นเพียงทางหนึ่งเท่านั้น ส่วนทางอื่นๆนักเรียนจะได้ศึกษาในชั้นสูงขึ้นไป
 
3.      สำเนียงเพลงไทย เราคงเคยได้ยินชื่อเพลงไทยที่ขึ้นต้นว่า ลาว, เขมร, จีน และอื่นๆมาบ้างแล้ว เช่น เพลงลาวคำหอม ลาวดวงเดือน เขมรปากท่อ เขมรโพธิสัตว์ จีมขิมเล็ก จีนเก็บบุปผา พม่าเห่ พม่าแปลง มอญรำดาบ มอญอ้อยอิ่ง ฝรั่งรำเท้า และญี่ปุ่นฉะอ้อน เป็นต้น
 
การที่เพลงไทยมีชื่อนำหน้าเป็นชื่อชาติต่างๆเหล่านี้ ทำให้มีผู้เข้าใจผิดว่าดนตรีไทยไปลอกเลียนแบบเพลงของชาติเหล่านั้นมา ทำให้เกิดความอับอาย และดูหมิ่นดนตรีไทย ที่จริงแล้วการที่มีชื่อชาติต่างๆนำหน้าในชื่อเพลงไทยนั้น ไม่ใช่เป็นการลอกเลียนแบบเพลงของชาติใดทั้งสิ้น แต่เป็นวิธีบอก สำเนียงเพลง ให้ทราบว่าเพลงนั้นๆครูดนตรีไทยได้แต่งให้มีสำเนียงกระเดียดไปชาติใด เพื่อเป็นการหมายรู้กันทั่วไปเท่านั้น และยังใช้บอก กลุ่มเสียง ที่ใช้บรรเลงด้วยว่า เพลงนั้นๆใช้กลุ่มเสียงใด
        เนื่องจากดนตรีไทยมีเสียงและเครื่องดนตรีครบถ้วนมีหลักการในทางดนตรีเป็นแบบแผนชั้นสูง จึงทำให้สามารถแต่งเพลงไทยล้อเลียนสำเนียงเพลงของชาติต่างๆได้เกือบทั้งหมด นับเป็นความสามารถอย่างสูง และยังทำให้มีเพลงแปลกๆ เล่นได้ไม่น่าเบื่อหน่ายอีกด้วย เพลงไทยที่แต่งให้ออกสำเนียงของชาติต่างๆนั้น บางเพลงก็แต่งขึ้นเพื่อใช้ประกอบการแสดงละครที่มีตัวละครเป็นชาติต่างๆบ้าง บางเพลงก็ได้อาศัยทำนองบางส่วนมาจากเพลงของชาตินั้นๆและนำมาดัดแปลงแต่งเติมบ้าง บางเพลงแต่งขึ้นมาให้ออกสำเนียงต่างๆเพื่อความสนุกสนานบ้าง ซึ่งเหล่านี้ได้แสดงถึงความสามารถชั้นสูงของนักดนตรีไทยทั้งสิ้น จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ไม่ใช่น่าอับอาย
        เคยมีผู้เสนอให้ตัดชื่อชาติต่างๆออกด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มี ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้องและไม่บังควรทำ เพราะนอกจากไม่สมเหตุสมผลดังที่กล่าวมาแล้ว เพลงบางเพลงถ้าตัดชื่อนำหน้าที่บ่งสำเนียงเพลงเหล่านั้นออก จะผิดความหมายไม่น่าฟัง และบางเพลงอาจจะไม่มีชื่อเลยก็ได้ เช่น
                        เพลงเขมรพวง                     จะกลายเป็น          เพลงพวง
                        เพลงแขกขาว                       จะกลายเป็น          เพลงขาว
                        เพลงเชิดจีน                          จะกลายเป็น          เพลงเชิด
                        เพลงแขกมอญ                     จะกลายเป็น          เพลง....(ไม่มีชื่อ)
               
4.      โน้ตเพลงไทย โน้ตไทยมีหลายชนิด เป็นโน้ตตัวเลขระบบเลข 0-4 ซึ่งใช้สำหรับฝึกหัดซอ เป็นโน้ตบอกตำแหน่งนิ้วไม่ใช่โน้ตบอกเสียง และโน้ตตัวระบบเลข 0-10 ซึ่งใช้สำหรับฝึกหัดจะเข้ แต่โน้ตที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นโน้ตตัวอักษร ซึ่งใช้ชื่อตัวโน้ตตามแบบตะวันตก คือ โด-เร-มี-ฟา เหมือนกัน แต่ระบบการควบคุมจังหวะหน้าทับเป็นไปตามแบบไทย สะดวกทั้งใช้ฝึกหัดเครื่องดนตรีและบันทึกเพลงร้อง มีผู้เรียกโน้ตชนิดนี้ว่า โน้ตซอล-ฟา มีหลักเกณฑ์ดังนี้
4.1 ตัวโน้ต เขียนเป็นตัวอักษรย่อของชื่อตัวโน้ตของสากล คือ
โด-ด
เร-ร
มี-ม
ฟา-ฟ
ซอล-ซ
ลา-ล
ที-ท
ระดับเสียงของตัวโน้ตเหล่านี้ห่างกัน 1 เสียงเต็มตามระบบเสียง เสียบแบบไทย ไม่มีครึ่งเสียง
                ในกรณีที่เป็นเสียงสูง หรือต่ำกว่าในช่วงกลาง (Octave-คู่แปด) ปกติจะใช้ขีด (-)
หรือ (.) ไว้บนหรือใต้ตัวอักษรย่อชื่อโน้ตดังกล่าว แต่ที่นิยมมาก คือ ใช้จุด เช่น
                               
เว้นแต่เป็นโน้ตเฉพาะอย่างของเครื่องดนตรี ที่ต้องบอกตำแหน่งของสาย หรือแถวที่ตี เช่น โน้ตจะเข้ โน้ตขิม การใช้จุดจะใช้บอกสายที่ดีด หรือแถวที่ตี ทั้งนี้แล้วแต่คำอธิบายของโน้ตนั้นๆ
 
4.2 บรรทัดสำหรับเขียนโน้ต แบ่งออกเป็นช่องๆบรรทัดละ 8 ช่อง แต่ละช่องเรียกว่า 1 ห้อง โน้ตไทยแบบซอล-ฟานั้น ไม่นิยมบันทึกซ้อนกันหลายบรรทัดเหมือนโน้ตตัวเลข เพราะเป็นโน้ตบอกเสียง จึงเขียนเรียงกันไปในบรรทัดเดียวตามปกติ ห้องหนึ่งๆจะบรรจุโน้ต 4 ตัว โน้ตแต่ละตัวเท่ากับ 1 จังหวะย่อย ดังตัวอย่าง

1234
ดรมฟ
 
ซลทด
 
มรดร
 
มรซม
 
รมซล
 
ดลซม
 
ซลซม
 
ซมรด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
4.3  อัตราจังหวะตัวโน้ต ตามปกติโน้ตตัวหนึ่งเท่ากับ 1 จังหวะย่อย ถ้าจะให้อัตราจังหวะยืดออกไปเป็น 2-3-4 จังหวะหรือมากกว่าจะใช้ขีด (-) ต่อท้ายโน้ตตัวนั้นขีดละ 1 จังหวะ เช่น
ด-                                          2 จังหวะ
ด- - -                      4 จังหวะ
/ด---/----/              8 จังหวะ
ในกรณีเช่นนี้ ให้ออกเสียงติดต่อกันประหนึ่งโน้ตสากลที่ใช้เครื่องหมายโยงเสียง(TIE) เช่น
 
 
โน้ตแบบซอล-ฟา จะออกเสียงเมื่อมีตัวโน้ตปรากฏเท่านั้น นอกจากนั้นจะใช้วิธีขยายอัตราจังหวะตัวโน้ตออกไป
4.4 ตัวหยุด กรณีที่ดำเนินจังหวะต่อไป แต่ไม่ต้องออกเสียงจะใช้เครื่องหมาย / เขียนไว้ในแต่ละห้อง

ดรดล
ดซดล
/
/

 
4.5 กลับต้น หรือ ซ้ำหมายถึง การบรรเลงหรือร้องซ้ำทำนองที่ผ่านมา จะใช้เครื่องหมายคล้ายกับโน้ตสากล หรืออาจใช้ตัวอักษรเขียนกำกับไว้ว่า ซ้ำ หรือบอกจำนวนครั้งที่บรรเลงก็ได้ เช่น (2 เที่ยว) เป็นต้น
4.6 การบรรเลงแบบล้อ หรือซ้ำ โดยวิธีบรรเลงต่างเครื่องดนตรีกัน เช่น ซอด้วง เล่นไปก่อน แล้วซออู้เล่นทำนองนั้นซ้ำที่เรียกเป็นศัพท์ทางดนตรีว่า ล้อ จะใช้เครื่องหมาย (________) เขียนไว้คร่อมทำนองที่เครื่องดนตรีจะบรรเลงล้อเที่ยวแรก และอาจมีข้อความบอกชื่อเครื่องดนตรีที่บรรเลงกำกับอยู่ด้วยก็ได้ แต่โดยทั่วไปเป็นที่หมายรู้กันว่า ในวงเล็บเป็นส่วนของซออู้ หรือเครื่องดนตรีเสียงต่ำที่บรรเลงตามเสมอ
4.7 การกำกับจังหวะ จังหวะของโน้ตไทยต่างกับโน้ตสากล ตรงที่จังหวะหลักจะตกหลังห้องตรงกับโน้ตตัวสุดท้ายไม่ตกหน้าห้องตรงกับโน้ตตัวแรกอย่างสากล ทั้งนี้เพื่อให้พอดีกับหน้าทับ เพราะจังหวะหน้าทับในเพลงไทยจะพอดีกับบรรทัดบันทึกตัวโน้ต เช่น หน้าทับไม้ 3 ชั้น จะยาวเท่ากับ 8 ห้องหรือ 1 บรรทัด หน้าทับสองไม้ สองชั้นยาวเท่ากับ 4 ห้องพอดี เป็นต้น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชนิดของเพลงไทย
                เพลงไทยมีมากมายหลายชนิด เช่นเดียวกับเพลงแบบฉบับของชาติที่เจริญแล้วทั้งหลาย บทเพลงไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทขับร้อง และประเภทบรรเลง
 
บทเพลงขับร้อง   คือบทเพลงที่มีเนื้อร้อง นิยมนำมาขับร้องในลักษณะต่างๆ เช่น
-          ร้องรับ คือ ร้องจบแล้วให้ดนตรีรับ (เรียกว่าร้องส่งก็ได้)
-          ร้องเคล้า คือ ร้องประกอบดนตรี โดยดำเนินทำนองคนละแนว
-          ร้องคลอ คือ ร้องประกอบดนตรี โดยดำเนินทำนองแนวเดียวกัน
-          ร้องเนื้อเต็ม คือ เป็นการบรรจุเนื้อร้องในแนวบรรเลง
บทเพลงร้องทั้งหลายมีมากมายหลายชนิด ที่เป็นเพลงชนิดสั้นๆอย่างเพลงเกร็ดก็มี ชนิดที่ติดต่อกันหลายเพลงอย่างเพลงตับก็มี ชนิดที่ลดหลั่นกันตามอัตราจังหวะอย่างเพลงเถาก็มี
 
บทเพลงบรรเลง หรือบทบรรเลง คือบทเพลงที่ใช้สำหรับบรรเลงดนตรีล้วนๆ โดยไม่มีการขับร้องประกอบ เช่น เพลงหน้าพาทย์ เพลงเรื่องต่างๆ เป็นต้น บทเพลงและบทบรรเลงดังกล่าวนี้สามารถจำแนกเป็นชนิดต่างๆได้ดังนี้ คือ
1.      เพลงหน้าพาทย์
เพลงหน้าพาทย์ เป็นบทบรรเลงไม่มีการขับร้อง มีแบบแผนการบรรเลงที่แน่นอนตายตัวเป็นแบบฉบับชั้นสูง ใช้เพื่อพิธีกรรมสำคัญ และเพื่อประกอบอิริยาบถของตัวละครในการแสดงโขน ละคร เพลงหน้าพาทย์มี 2 ชนิดย่อยๆ คือ
1.1 เพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง หรือเพลงครู ใช้บรรเลงในพิธีการอันสำคัญ เป็นพิธีไหว้ครูดนตรี โขน ละคร และประกอบอิริยาบถตัวละครสูงศักดิ์ เช่น พระนารายณ์, พระราม, ทศกัณฐ์ ฯลฯ เพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงมีแบบแผนการใช้โดยเฉพาะ เช่น สาธุการ ตระนิมิต คุกพาทย์ ตระสันนิบาตร ดำเนินพราหมณ์ เป็นต้น
1.2 เพลงหน้าพาทยธรรมดา ใช้สำหรับบรรเลงประกอบกิริยาอาการของตัวละครธรรมดา ได้แก่ เพลงเสมอ เชิด รัว โอด เป็นต้น
 
2.      เพลงโหมโรง (หมายถึงเฉพาะโหมโรงโขน-ละคร และโหมโรงการบรรเลงดนตรี)
เป็นบทบรรเลงที่ใช้เป็นเพลงนำก่อนการแสดงจริงๆ มีความมุ่งหมายเพื่อประกาศให้ทราบว่าจะมีการแสดงเพื่อเป็นการบูชาครู และเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องนักดนตรีให้พร้อมที่จะบรรเลงเพลงสำคัญๆต่อไป
3.      เพลงเรื่อง
เพลงเรื่อง เป็นเพลงบรรเลงที่รวมหลายๆเพลงบรรเลงติดต่อกันเข้าไว้เป็นชุดๆ เพื่อบรรเลงได้คราวละนานๆ มี 2 ชนิดย่อยๆ คือ
3.1 เพลงเรื่องเพื่อพิธีการ เป็นเพลงเรื่องที่ใช้สำหรับบรรเลงประกอบในพิธีการทางศาสนาเป็นสำคัญ เช่น เพลงเรื่องทำขวัญ (ใช้ในพิธีทำขวัญ) เพลงเรื่องนางหงส์ (ใช้ในพิธีศพ) เพลงเรื่องโหมโรงเช้า เพลงเรื่องโหมโรงเย็น (ใช้ในพิธีการนิมนต์พระมาฉันเช้าหรือสวดมนต์เย็น) เป็นต้น ปัจจุบันนี้มีใช้ไม่มาก เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้คนไทยห่างเหินศาสนามากขึ้น
3.2 เพลงเรื่องแบบดั้งเดิม เป็นเพลงเรื่องที่โบราณจารย์ได้นำเอาเพลงหลายๆเพลงมารวมเข้าด้วยกันเป็นชุดๆ เพื่อให้บรรเลงติดต่อกันได้คราวละนานๆ ไม่จำเป็นจะต้องใช้ในพิธีการ แต่ใช้เพื่อความบันเทิงทั่วไปได้ เช่น เพลงเรื่องนเรศวรชนช้าง เพลงเรื่องมุล่ง เป็นต้น
 
4.      เพลงตับ
เพลงตับ เป็นเพลงร้องและบรรเลง (หรือจะไม่ขับร้องแต่บรรเลงเฉยๆก็ได้) ที่จัดเข้าไว้เป็นชุด ชุดละหลายๆเพลงติดต่อกันเป็นตับ จึงเรียกว่าเพลงตับ มี 2 ชนิด ได้แก่
4.1 ตับเพลง เป็นเพลงตับที่ประกอบด้วยหลายเพลง ซึ่งบรรเลงในบันไดเสียงเดียวกัน อัตราเดียวกัน โดยไม่คำนึงว่าเนื้อร้องจะติดต่อกันหรือไม่ เช่น เพลงตับวิวาห์ พระสมุทร เพลงตับนิทราชาคริต
4.2 ตับเรื่อง เป็นเพลงตับที่ถือเนื้อร้องติดต่อกันเป็นสำคัญ ส่วนเพลงจะบรรเลงในบันไดเสียงเดียวกันหรือไม่ หรือจะใช้อัตราจังหวะเดียวกันหรือไม่นั้นไม่สำคัญ เช่น ตับพรหมมาศ ตับนาคบาศ ตับนางลอย
 
5.      เพลงเถา
เพลงเถา เป็นเพลงขับร้องและบรรเลงเพลงเดียว โดยเริ่มจากการบรรเลงในอัตราจังหวะสามชั้น ต่อด้วยอัตราจังหวะสองชั้นและลงท้ายด้วยอัตราจังหวะชั้นเดียว จะมีชั้นละกี่ท่อนก็ได้ จำนวนท่อนต้องเท่ากันทุกชั้น และอาจจะจบด้วยลูกหมด หรือจบโดยไม่มีลูกหมดก็ได้ เช่น เพลงแขกมอญบางขุนพรหมเถา เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงแสนคำนึงเถา เป็นต้น
 
 
6.      เพลงใหญ่
เพลงใหญ่ เป็นเพลงขับร้องบรรเลงที่มีลักษณะพิเศษ และมีลีลาการบรรเลงที่ประณีต พิสดาร ท่วงทำนองบรรเลงที่ต้องอาศัยเทคนิคและผีมืออันสูงส่ง เพลงใหญ่บางเพลงอาจมีรูปแบบเป็นเพลงเถา บางเพลงมีเฉพาะอัตราจังหวะสามชั้น ลีลาที่สำคัญของเพลงใหญ่มักมีการบรรเลงในลักษณะที่เรียกว่า “ทยอย” และ “ลูกโยน” มี “ลูกล้อ-ลูกขัด” สลับซับซ้อนมาก ยากกว่าการบรรเลง เช่น เพลงเชิดจีน ทยอยนอก ทยอยใน ทยอยเขมร เขมรราชบุรี เป็นต้น
 
7.      เพลงเดี่ยว
เพลงเดี่ยว เป็นเพลงบรรเลงขับร้อง (หรือบรรเลงโดยไม่ขับร้องก็ได้) ชั้นสูงสุดของเพลงไทยแบบฉบับ เพราะคีตกวีได้ประพันธ์ไว้ด้วยท่วงลีลาที่มีไว้สำหรับนักดนตรีที่มีฝีมือดีเท่านั้น โดยทั่วไปจะมีกี่ท่อนก็ได้ แต่ละท่อนต้องมี 2 ลีลา คือเที่ยวแรกบรรเลงด้วยลีลาอ่อนหวาน เรียกว่า “ทางหวาน” หรือ “ทางโอด” เที่ยวหลังบรรเลงด้วยลีลาที่รวดเร็ว กระฉับกระเฉง เรียกว่า “ทางพัน” หรือ “ทางเก็บ” ตัวอย่างเช่น เพลงทยอยเดี่ยว, พญาโศก, กราวใน, เชิดนอก, สารถี เป็นต้น (เพลงเดี่ยวนี้บางกรณีก็อยู่ในรูปแบบเพลงเถาก็มี โดยนำเอาเพลงเถามาปรับปรุงเป็นทางใหม่ใช้บรรเลงเดี่ยว)
                ข้อสำคัญที่สุดของเพลงเดี่ยวคือ ใช้บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีชิ้นเดียว กับเครื่องจังหวะ เพื่ออวดฝีมือ อวดความทรงจำ และอวดแนวทางของเพลง
 
8.      เพลงเกร็ด
เพลงเกร็ด เป็นเพลงเบ็ดเตล็ด ที่ใช้ขับร้องบรรเลงทั่วไป และไม่อาจจัดเข้าลักษณะเพลงชนิดใดชนิดหนึ่งดังกล่าวข้างต้นได้ เพลงเกร็ดส่วนมากมักอยู่ในอัตราจังหวะสองชั้น เช่น ลาวดวงเดือน ลาวคำหอม เขมรเขาเขียว จีนนำเสด็จ ฯลฯ ที่เป็นอัตราจังหวะสามชั้นก็มีบ้าง เช่น เพลงเขมรไทรโยค ในกรณีที่นำเอาเพลงในอัตราจังหวะ 2 ชั้นของเพลงเถามาบรรเลงต่างหากโดยเอกเทศ ก็ถือว่าเป็นเพลงประเภทเกร็ดด้วย
 
9.      เพลงหางเครื่อง
เพลงหางเครื่อง เป็นเพลงสำหรับบรรเลงต่อท้ายเพลงเถา เป็นบทเพลงสั้นๆในอัตราจังหวะชั้นเดียวที่ให้อารมณ์สนุกสนาน ครึกครื้น มีสำเนียงต่างกันเป็นสำเนียงลาว สำเนียงเขมร สำเนียงเขก ฯลฯ เพลงหางเครื่องสามารถบรรเลงติดต่อกันไปได้เรื่อยๆตามความพอใจ ส่วนมากมักจบด้วยลูกหมด ตัวอย่างเช่น คางคกปากสระ ค้างคาวกินกล้วย และหางเครื่องชุดต่างๆ
 
ดนตรีไทยร่วมสมัย
(Thai Contemporary Music)
1.      ความหมาย ดนตรีไทยร่วมสมัย หมายถึง ดนตรียุคปัจจุบันที่เกิดจากการประสมประสานดนตรีไทยแบบฉบับหรือดนตรีไทยพื้นบ้านกับดนตรีตะวันตกเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม และยังคงเอกลักษณ์ไทยไว้ได้ เช่น ดนตรีไทยสากล การบรรเลงเพลงไทยด้วยวงดนตรีสากล และวงสังคีตสัมพันธ์ เป็นต้น
ไม่มีศิลปะชนิดใดที่หยุดนิ่งอยู่กับที่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาการทางศิลปะ
                ทุกแขนงเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมตามวัฒนธรรมของแต่ละชาติ              ปัจจุบันประเทศไทยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีตะวันตกมาก จึงทำให้มี
ผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางศิลปวัฒนธรรมของสังคมไทยด้วย การปรับปรุงดัดแปลงศิลปวัฒนธรรมให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบัน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มิฉะนั้นศิลปวัฒนธรรมไทยทั้งหลายจะกลายเป็นสิ่งที่ตายแล้ว ตามสายตาและทัศนคติของคนรุ่นใหม่ซึ่งถูกปลูกฝังค่านิยมผิด อันเป็นอิทธิพลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่สิ่งสำคัญที่ต้องสำนึกอยู่เสมอคือ การดัดแปลงปรับปรุงศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้กับศิลปวัฒนธรรมไทยนั้น ต้องให้กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และดำรงเอกลักษณ์ไทยไว้ได้ ไม่ใช่ลอกเลียนแบบมาใช้โดยไม่มีการปรับปรุงให้เข้ากับไทย อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
               
2.      ชนิดและลักษณะของดนตรีไทยร่วมสมัยในปัจจุบัน ถ้าได้ศึกษาประวัติการดนตรีไทยโดยละเอียด จะทราบว่าดนตรีไทยได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ดนตรีไทยแต่ละสมัยจะมีลักษณะพิเศษของตนเอง และจากการสั่งสมทางศิลปวัฒนธรรมทางดนตรีเป็นระยะเวลานาน ทำให้ดนตรีไทยมิวัฒนาการถึงขั้นสูง จนถือเป็นแบบฉบับได้ ในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงเรียกว่า ดนตรีไทยแบบฉบับ (Thai Classical Music)
ถ้าศิลปะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมแล้ว ดนตรีไทยหรือดนตรีของชาติต่างๆก็คงจะไม่มีความเจริญก้าวหน้าไปถึงขั้นสูงได้ ดังนั้นในขณะที่สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างในปัจจุบัน การดนตรีของไทยก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วยเป็นธรรมดา ความเปลี่ยนแปลงของดนตรีไทยในปัจจุบันได้ดัดแปลงให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบัน แต่ยังดำรงเอกลักษณ์ไทยไว้ได้ ที่เรียกว่า “ดนตรีไทยร่วมสมัย” นี้มีหลายแบบหลายลักษณะ ดังนี้
2.1 ประเภทที่ใช้เครื่องดนตรีไทยเป็นหลัก
วงดนตรีไทยร่วมสมัยประเภทนี้จะใช้เครื่องดนตรีไทย และการประสมวงดนตรีไทยตามแบบฉบับเป็นเกณฑ์ และนำเอาเครื่องดนตรีสากลเข้ามาประสมเป็นบางชั้น เช่น ออร์แกน เปียโน ไวโอลิน ฯลฯ โดยนำมาประสมและบรรเลงตามระเบียบวิธีแบบดุริยางค์ไทย เช่น วงเครื่องสายประสมต่างๆ
บทเพลงที่บรรเลง คือบทเพลงร้องและบรรเลง หรือบทบรรเลงที่คีตกวีไทยได้แต่งไว้เป็นแบบแฟนบรรเลงขับร้องสืบต่อกันมาแต่เดิมนั่นเอง เช่น เพลงตับ เพลงเถา เพลงเกร็ด
วงดนตรีร่วมสมัยประเภทนี้ มี 2 ประเภท คือ
2.1.1                        เครื่องสายประสม เช่น เครื่องสายประสมออร์แกน และขิม เครื่องสายประสมเปียโน เครื่องสายประสมไวโอลิน ฯลฯ
2.1.2                        วงมหาดุริยางค์ไทย เป็นการรวมวงดนตรีไทย โดยใช้เครื่องดนตรีไทยจำนวนมาก และบรรเลงไปพร้อมๆกันตามชนิดของเครื่องดนตรี อาจบรรเลงในแนวเดิมหรือปรับปรุงแนวทางบรรเลงขึ้นมาใหม่บ้าง แนวคิดและการริเริ่มวงดุริยางค์ไทยมีมานานแล้ว แต่มาเริ่มบรรเลงเป็นงานเป็นการเมื่อคราวงานรัชดาภิเษกเษกนี่เอง
บทเพลงที่บรรเลง ใช้เพลงประเภทเพลงตับ เพลงเถา และอื่นๆโดยบรรเลงตามหลับดุริยางคศาสตร์ไทย
 
2.2                              ประเภทที่ใช้เครื่องดนตรีสากลเป็นหลัก
ดนตรีไทยร่วมสมัยประเภทนี้ จะใช้เครื่องดนตรีสากลเป็นสื่อในการบรรเลงเพลงไทย วงดนตรีที่ใช้เครื่องดนตรีสากลนี้ คือ วงดนตรีสากลแท้ๆนั่นเอง อาจจำแนกได้ดังนี้
2.2.1                        แตรวง ได้แก่วงดนตรีที่ใช้เครื่องเป่าประเภทแตรเป็นสำคัญ เช่น แตรวง ที่ใช้แห่นาค
2.2.2                        วงโยธวาธิต ได้แก่วงดนตรีที่ใช้เครื่องประเภทเป่า และประเภทปี่ขลุ่ยร่วมกันเป็นวงโยธวาธิตตามโรงเรียนหรือของหน่วยทหารต่างๆ
ทั้งสองชนิดนี้ ได้นำเอาเพลงไทยมาบรรเลงเป็นจำนวนมาก ผู้ที่วางแนวทางการบรรเลงเป็นครั้งแรกและยึดถือเป็นแบบฉบับสืบมา คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระบริพัตรสุขุมพันธ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5
2.2.3                        วงหัสดนตรี ได้แก่วงดนตรีสากลวงใหญ่ อย่างคณะสุนทราภรณ์เป็นต้น ได้มีการนำเองเพลงไทยในอัตราจังหวะ 2 ชั้นมาแต่งเนื้อเติม และขับร้องแบบเนื้อเต็ม เรียกกันว่า “เพลงไทยสากล” เป็นจำนวนหลายสิบเพลง เช่น เพลงสุดสงวน เพลงนางครวญ เพลงนกเขาคูรัก เพลงบังใบ เพลงทะเลบ้า เพลงน้ำตาลใกล้มด เป็นต้น
การขับร้องและบรรเลงเพลงไทยสากลของวงหัสดนตรีแบบนี้ เป็นแบบอย่างให้มีการนำเองเพลงไทยแบบฉบับมาดัดแปลงเป็นเพลงไทยสากลมากยิ่งขึ้นในภายหลัง
นอกจากเพลงไทยแบบฉบับแล้ว ยังมีการนำเองเพลงพื้นบ้าน ดนตรีพื้นบ้าน และการขับลำนำต่างๆ เช่น การแหล่ การร้องราบิเกริง (ร้องลิเก) มาประกอบการร้องเพลงไทยสากล และกลายเป็นเพลงประเภท “ลูกทุ่ง” ไปในที่สุด
ปัจจุบันนี้ เพลงไทยแบบฉบับที่ดัดแปลงเป็นเพลงไทยสากกลอย่างที่กล่าวมานี้ นิยมแพร่หลายจนกลายเป็นดนตรีที่ชนนิยม (Popular Music) ไปแล้ว
2.2.4                        วงดนตรีขนาดเล็ก (Combo) เช่น วงเครื่องสายฝรั่งประเภท String Combo ที่ใช้กีร์ต้าและกลองชุดเป็นหลัก โดยในวงนำเอาเพลงไทยสากลที่เคยร้องบรรเลงกันมาก่อน มาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่และขับร้องบรรเลงเป็นที่ถูกใจวัยรุ่นเป็นอันมาก
2.2.5                        วงมหาดุริยางค์สากล (Symphony Orchestra) วงดุริยางค์ขนาดใหญ่นี้ ตามปกติจะบรรเลงเพลงคลาสสิค (Classical music) ที่คีตกวีชาวตะวันตกประพันธ์ไว้ แต่ได้มีการนำเอาเพลงไทยไปดัดแปลงตามหลักดุริยางค์สากลและบรรเลงกันก็มี
วงดนตรีดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะใช้วัสดุ คือ เครื่องดนตรีแบบใด ชนิดใด ถ้าบรรเลงเพลงไทยและฟังได้เข้าใจ ทราบทันทีว่าเป็นเพลงไทย เหล่านี้ก็เป็นเพลงไทย ดนตรีไทยร่วมสมัยทั้งสิ้น
                สิ่งที่น่าจะคำนึงถึงในการนำเพลงไทยแบบฉบับมาบรรเลงขับร้องเป็นไทยสากล คือ ควรบอกที่มาของเพลงไทยแบบฉบับไว้ด้วยว่านำมาจากเพลงใด เช่น เพลงนกเขาคูรัก นำมาจากเพลง นกเขาขะแม ของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ เป็นต้น
                ยังมีการบรรเลงเพลงไทยด้วยเครื่องดนตรีสากลอีกประเภทหนึ่ง ที่ให้ความสำคัญระหว่างเครื่องดนตรีไทย และเครื่องดนตรีสากลพอๆกัน โดยบรรเลงไปพร้อมกันหรือผลัดกันบรรเลงคนละวรรคก็ตาม โดยใช้วิธีปรับเสียงให้เข้ากับมาตราเสียงของไทย และขับร้องบรรเลงเพลงไทยแบบฉบับหรือไทยสากล ซึ่งต้องมีการปรับแนวทางการบรรเลงเพื่อค้นหารูปแบบและวิธีที่เหมาะสมต่อไป
 
การประสมวงดนตรีไทย
การประสมวงดนตรีไทย
การประสมวงดนตรีไทย คือการนำเอาเครื่องดนตรีหลายชนิดมาร่วมกันบรรเลงเป็นวงดนตรี โดยเลือกเอาเครื่องดนตรีที่มีสุ้มเสียงเข้ากันได้อย่างเหมาะสมมาบรรเลงด้วยกัน การประสมวงดนตรีไทยนั้นมีหลายชนิด ทั้งการประสมวงแบบโบราณ และการประสมวงในปัจจุบัน ที่ควรทราบในชั้นนี้ คือ การประสมวงดนตรีที่เป็นหลักใหญ่ ซึ่งถือเป็นแบบแผนที่สำคัญมี 3 ประเภท คือ วงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ วงมโหรี
 
1.      วงเครื่องสาย ประกอบด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายเป็นหลัก ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ จะเข้ มีเครื่องเป่า คือ ขลุ่ย และเครื่องประกอบจังหวะ วงเครื่องสายมี 4 ชนิด คือ เครื่องสายวงเล็ก (หรือเครื่องสายเครื่องเดียว) เครื่องสายเครื่อง เครื่องสายประสมวง (วงเครื่องสายประสมกับเครื่องดนตรีอื่นๆที่มีสุ้มเสียงเข้ากันได้ดี) และวงเครื่องสายปี่ชวา จำนวนเครื่องดนตรีในวงเครื่องสายแต่ละชนิดมีแสดงไว้ ดังนี้
 
จำนวนเครื่องดนตรีที่ใช้ในวงเครื่องสาย
เครื่องดนตรี
เครื่องสายวงเล็ก
เครื่องสายเครื่องคู่
เครื่องสายประสม
เครื่องสายปี่ชวา
ซอด้วง
ซออู้
จะเข้
ขลุ่ยหลีบ
ขลุ่ยเพียงออ
โทน
รำมะนา
ฉิ่ง
ฉาบเล็ก
กรับ
โหม่ง
ไวโอลิน*
1
1
1
-
1
1
1
1
1
1
1
2
2
2
1
1
1
1
1
1
1
1
1-2
1-2
1-2
1
2
1
1
1
1
1
1
1
1
1
ใช้ปี่ชวาแทน
ใช้กลองแขก 1 คู่แทน
1
1
1
1
 
*ถ้าใช้ไวโอลินประสม เรียกว่า เครื่องสายประสมไวโอลิน สามารถใช้เครื่องดนตรีอื่นๆประสมได้หลายชนิด เช่น ออร์แกน เปียโน ระนาดเอก ฯลฯ ใช้เครื่องใดประสมก็เรียกชื่อว่าเครื่องสายประสมเครื่องดนตรีนั้นๆ
 
แผนผังการจัดวงเครื่องสาย
 
1.      ซอด้วง
2.      จะเข้
3.      นักร้อง
4.      ซออู้
5.      ฉิ่ง
6.      ฉาบเล็ก
7.      ขลุ่ยหลีบ
8.      ขลุ่ยเพียงออ
9.      กรับ
10. โหม่ง
 
2.      วงปี่พาทย์ เป็นวงดนตรีที่มีเครื่องตีเป็นระนาด ฆ้องวง และเครื่องเป่าได้แก่ปี่เป็นหลัก มีเครื่องประกอบจังหวะและเครื่องหนังร่วมด้วย วงปี่พาทย์นั้นมีหลายชนิด ที่ควรทราบในชั้นนี้ได้แก่
 
1.      วงปี่พาทย์เครื่องห้า เป็นวงปี่พาทย์แบบดั้งเดิมที่มีมาแต่สมัยกรุงสุโขทัย ประกอบด้วยเครื่องดนตรีเพียง 5 ชิ้น คือ ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ปี่ใน และฉิ่ง
 
2.      วงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีเครื่องดนตรีหลักๆเป็นคู่ๆ ได้แก่ ระนาดเอกกับระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่กับฆ้องวงเล็ก ปี่นอกกับปี่ใน ส่วนเครื่องอื่นๆมีอย่างละหนึ่งตามปกติ ได้แก่ ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง กลองทัด และตะโพน
 
 
3.      วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เป็นการประสมวงปี่พาทย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยมีระนาดเหล็กกับระนาดทุ้มเหล็กเพิ่มเข้าไปในวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4
 
 
เปรียบเทียบเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ทั้ง 3 ได้ดังนี้

เครื่องดนตรี
วงปี่พาทย์
เครื่องห้า
เครื่องคู่
เครื่องใหญ่
ระนาดเอก
ระนาดทุ้ม
ระนาดเอกเหล็ก
ระนาดทุ้มเหล็ก
ฆ้องวงใหญ่
ฆ้องวงเล็ก
ปี่ใน
ปี่นอก
ตะโพน
กลองทัด
ฉิ่ง
ฉาบ
กรับ
โหม่ง
1
-
-
-
1
-
1
-
-
1
1
-
-
-
1
1
-
-
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1*

*นิยมใช้โหม่งราว ซึ่งชุดหนึ่งมี 3 ใบ
วงปี่พาทย์ทั้งสามชนิดนี้ ใช้บรรเลงได้ในกรณีทั่วไป โดยมีการเล่น 2 แบบ ได้แก่แบบใช้ไม้แข็ง และแบบใช้ไม้นวม
 
4.      ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ เป็นวงปี่พาทย์ที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงปรับปรุงขึ้น เพื่อใช้เป็นกรณีพิเศษในการประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ เมื่อพ.ศ.2441 ประกอบด้วยเครื่องดนตรีเสียงทุ้มต่ำ เพื่อบรรเลงเฉพาะในอาคารเท่านั้น ปัจจุบันไม่ค่อยพบบรรเลงทั่วไปมากนัก วงปี่พาทย์นี้มีเครื่องดนตรี คือ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงใหญ่ (4 ชิ้นนี้ใช้ไม้นวม) ซออู้ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยอู้ ตะโพน กลองตะโพน ฆ้องหุ่ย และฉิ่ง (ในกรณีที่หยุดใช้ตะโพนกับกลองตะโพน จะใช้กลองแขก 1 คู่แทน)
5.      ปี่พาทย์นางหงส์ เป็นวงปี่พาทย์ที่ใช้สำหรับประโคมศพโดยเฉพาะ ไม่นิยมนำมาบรรเลงทั่วไป และใช้ตีด้วยไม้แข็งเท่านั้น มีเครื่องดนตรี คือ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ปี่ชวา กลองมลายู ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง
6.      ปี่พาทย์มอญ เดิมเป็นวงปี่พาทย์ของชาวไทยรามัญโดยเฉพาะ เพิ่งมาแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 6 ปัจจุบันเล่นกันทั้งชาวไทยรามัญและชาวไททั่วไป สามารถนำไปบรรเลงได้ทุกงาน แต่มักมีคนเข้าใจผิดคิดว่าใช้เฉพาะงานศพเท่านั้น การประสมวงปี่พาทย์มอญมี 3 ขนาด คือ ปี่พาทย์มอญวงเล็ก ปี่พาทย์มอญเครื่องคู่ และปี่พาทย์มอญวงใหญ่
ปี่พาทย์มอญต่างจากปี่พาทย์ไทยตรงที่ ใช้ฆ้องวงมอญแทนฆ้องวงไทย ใช้ปี่มอญ
แทนปี่ใน ใช้ตะโพนมอญแทนตะโพนไทย และใช้เปิงมางคอกแทนกลองทัด นอกจากนั้น
มีการเพิ่มฉาบใหญ่เข้าไปด้วย
เปรียบเทียบเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์มอญ ดังนี้

เครื่องดนตรี
วงปี่พาทย์
เครื่องห้า
เครื่องคู่
เครื่องใหญ่
ระนาดเอก
ระนาดทุ้ม
ระนาดเอกเหล็ก
ระนาดทุ้มเหล็ก
ฆ้องมอญวงเล็ก
ฆ้องมอญวงใหญ่
ปี่มอญ
ตะโพนมอญ
เปิงมางคอก
ฉิ่ง
ฉาบเล็ก
ฉาบใหญ่
กรับ
โหม่งมอญ
1
-
-
-
-
1
1
1
1
1
-
-
-
-
1
1
-
-
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1*

 
                3. วงมโหรี เป็นวงดนตรีที่สมบูรณ์ที่สุด ประกอบด้วยเครื่องดนตรีทุกประเภท ทั้งเครื่องสาย เครื่องเป่า เครื่องกระทบ และเครื่องหนัง เป็นการรวมวงเครื่องสาย และวงปี่พาทย์เข้าด้วยกัน แต่ย่อส่วนระนาดเอก ระนาดทุ้ม และฆ้องวงเล็ก ฆ้องวงใหญ่ให้ย่อมลง เพราะแต่เดิมวงมโหรีในราชสำนักบรรเลงด้วยสตรี จึงต้องทำขนาดให้เล็กพอเหมาะ
                ในปัจจุบัน ขนาดของระนาดและฆ้องวงไม่มีความสำคัญมากนัก มีการใช้ระนาดและฆ้องวงขนาดธรรมดา ประสมในวงมโหรีโดยทั่วไป เพียงแต่ปรับลีลาการบรรเลงให้นุ่มนวล ไม่เกรี้ยวกราดเหมือนวงปี่พาทย์ วงมโหรีมี 3 ขนาด คือ
1.      วงมโหรีเครื่องเดียว ประกอบด้วยเครื่องดนตรีอย่างละ 1 ชิ้น คือ ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ (มโหรี) ซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ยเพียงออ จะเข้ โทน รำมะนา ฉิ่ง ฉาบ กรับพวง โหม่ง
2.      วงมโหรีเครื่องคู่ มีเครื่องดนตรี ดังนี้ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก ฆ้องวงใหญ่ ขลุ่ยหลีบ ขลุ่ยเพียงออ โทน-รำมะนา (อาจใช้กลองแขกมโหรีแทน) ฉิ่ง ฉาบเล็ก กรับพวง โหม่งราว ชนิดละ 1 ชิ้น และ ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ซอสามสาย ชนิดละ 2 ชิ้น
3.      วงมโหรีเครื่องใหญ่ เป็นวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีครบทุกประเภทโดยสมบูรณ์ที่สุด มีเครื่องดนตรีทุกอย่างเหมือนวงมโหรีเครื่องคู่ แต่เพิ่มระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็กเข้าไป และนิยมมีขลุ่ยอู้อีกเลาหนึ่งด้วย
 
            ในกรณีที่มีการบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ เพลงบรรเลงประกอบอิริยาบถของโขนละคร เป็นบทเพลงชั้นสูง นับว่าเป็นเพลงครู เช่น เพลงเสมอ เชิด รัวโอด ตระนิมิตร ฯลฯ สามารถเพิ่มตะโพนกับกลองทัดเข้าไปด้วยได้
 
                เปรียบเทียบเครื่องดนตรีในวงมโหรีได้ดังนี้

เครื่องดนตรี
ชนิดของวงมโหรี
เครื่องเดี่ยว
เครื่องคู่
เครื่องใหญ่
ซอด้วง
ซออู้
ซอสามสายหลีบ
ซอสามสายเพียงออ
ขลุ่ยหลีบ
ขลุ่ยเพียงออ
ขลุ่ยอู้
ระนาดเอก
ระนาดเอกเหล็ก
ระนาดทุ้ม
ระนาดทุ้มเหล็ก
ฆ้องวงมโหรีวงเล็ก
ฆ้องวงมโหรีวงใหญ่
โทน-รำมะนา
กลองแขกมโหรี
ฉิ่ง
ฉาบเล็ก
กรับพวง
โหม่งราว
1
1
-
1
-
1
-
1
-
-
-
-
1
1
-
1
1
1
1 (ฆ้องเดียว)
2
2
1
1
1
1
-
1
-
1
-
1
1
-
1
1
1
1
1
2-3
2-3
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
1
-
1
1
1
1
1

 
ในวงมโหรีทั้ง 3 ขนาดนี้ หากต้องการบรรเลงเพลงที่ออกสำเนียงภาษาต่างชาติสามารถเพิ่มเครื่องประกอบจังหวะอื่นๆเข้าไปได้ตามความต้องการ
 
หน้าทับ
                จังหวะในดนตรีไทยมี 3 อัตราจังหวะ คือ อัตราจังหวะสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว อัตราจังหวะนี้ ตามปกติจะใช้ฉิ่งเป็นเครื่องควบคุมกำหนดความช้าเร็ว นอกจากฉิ่งแล้ว เครื่องกำกับจังหวะอื่นๆที่ใช้ประกอบก็คือ ฉาบ กรับ และโหม่ง ซึ่งกำกับจังหวะแตกต่างออกไปตามความจำเป็น
                ยังมีเครื่องกำกับจังหวะอีกชนิดหนึ่งซึ่งตีกำกับจังหวะเป็นระยะทุกวรรคตอนตามหลักวิชาดุริยางค์ไทย เพื่อตรวจความสั้นยาวของเพลงให้ถูกต้องตามลักษณะเพลงไทย เครื่องกำกับจังหวะที่กล่าวนี้ คือ กลอง เช่น โทน-รำมะนา กลองแขก กลองสองหน้า ตะโพน และกลองทัด เป็นต้น เราเรียกการตีกลองแบบแผนนี้ว่า “หน้าทับ” ฉะนั้น หน้าทับ หมายถึง ระเบียบวิธีการตีกลองตามหลักดุริยางค์ไทย หน้าทับมี 3 ประเภท คือ หน้าทับปรบไก่ หน้าทับสองไม้ และหน้าทับพิเศษ (สำหรับเอกสารภาคผนวกฯเล่มนี้ จะกล่าวถึงเฉพาะหน้าทับปรบไก่และหน้าทับสองไม้เท่านั้น ถ้ามีโอกาสจะนำหน้าทับพิเศษมากล่าวถึงในชั้นต่อไป) เสียงกลอง (โทน-รำมะนา กลองแขก) ที่ตีหน้าทับปรบไก่และหน้าทับสองไม้มี 4 เสียงคือ โจ๊ะ จ๊ะ ติง ทั่ง (บางตำราออกเสียงเป็นโจ๋ง จ๊ะ ติง ทั่ม) ตีสลับกันตามแบบแผนที่กำหนดไว้ เสียง “ทั่ง” เป็นเสียงหนักที่ตีตรงกับจังหวะหลัก และจะตรงกับ “ฉับ” เสมอ
1.      หน้าทับปรบไก่
หน้าทับปรบไก่ 1 จังหวะ มีความยาวเท่ากับ 4 จังหวะฉิ่ง (1 ฉิ่ง-1 ฉับ) เสมอ ทั้งในอัตราจังหวะสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว ดังแผนภูมิที่แสดงไว้ต่อไปนี้
 
2.      หน้าทับสองไม้
หน้าทับสองไม้ 1 จังหวะ มีความยาวเท่ากับ 2 จังหวะฉิ่ง ( 1 ฉิ่ง-1 ฉับ) เสมอ ทั้งในอัตราจังหวะสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว ดังแผนภูมิที่แสดงไว้ ดังนี้
ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า หน้าทับสองไม้แต่ละอัตราจังหวะ มีความยาวเพียงครึ่งหนึ่งของหน้าทับปรบไก่เท่านั้น ในเพลงไทยใช้วัดความยาวของเพลงกันด้วยหน้าทับ เช่นพูดว่า เพลงนั้นเพลงนี้ใช้หน้าทับสองไม้ ท่อนหนึ่งมี 4 จังหวะ ท่อนสองมี 6 จังหวะ ก็หมายความว่าบทเพลงนั้นมี 2 ท่อน ท่อนที่ 1 ยาวเท่ากับ 4 จังหวะหน้าทับ (64 ห้อง) ท่อน 2 ยาว 6 จังหวะหน้าทับ (96 ห้อง) เป็นต้น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                 
           

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.